จัดทำโดยนายพรชัย เต่งศิริธรรม เลขทะเบียน 5002100253 กลุ่มที่ 20
ทุนท่วมหัว (435,287 ล้านบาท) แต่เอาตัวไม่รอด นั่นคือ ธนาคารทหารไทยในอดีต แต่ทหารไทยในยุคปีขาล กำลังจะสวมวิญญาณ "เสือ" เปิดเกมรุกอย่างดุดัน ภายใต้เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไม่ต่ำกว่า "สองเท่า" ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)
"ลดทุน-ล้างขาดทุนสะสม" (90,937 ล้านบาท) เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กำลังจะเป็น เทิร์นนิ่ง พ้อยท์ สำคัญที่สุดของธนาคารทหารไทย และจะเป็นจุด เทิร์นอะราวด์ ของหุ้น TMB ที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้
ธนาคารที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเป็น "อันดับหก" ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยแห่งนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์คือข่าวการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น TMB ของ ไอเอ็นจี กรุ๊ป จะถูกนำมาเติมเชื้อไฟสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับราคาหุ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นการลดทุน-ล้างขาดทุนสะสม และเปิดทางให้ไอเอ็นจี กรุ๊ปเข้ามาถือหุ้นเพิ่ม ภาครัฐจะมีส่วนได้เสีย อีกทั้งยังอาจเปิดช่องทางผลประโยชน์จากข่าว "อินไซด์เทรดดิ้ง" เช่นที่เคยเกิดกับหุ้นธนาคารสินเอเซีย และหุ้นธนาคารนครหลวงไทย
"คาดว่าปี 2552 สินเชื่อรวมของเราน่าจะติดลบ 10%" บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ยอมรับกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek
เขาบอกว่าสาเหตุที่ปล่อยสินเชื่อได้ "ต่ำที่สุด" ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยเป็นเพราะธนาคารได้ปรับโครงสร้างการบริหารภายในส่วนของผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (RM) ตั้งแต่เดือนมีนาคม และต้องใช้เวลาอีก 3-4 เดือนเพื่อการทำความรู้จักลูกค้าใหม่ ทำให้การปล่อยสินเชื่อต้องหยุดชะงัก ประกอบกับช่วงปีที่ผ่านมาภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ
"ถึงสินเชื่อจะหดตัวแต่กำไรสุทธิงวด 9 เดือนทำได้ 1,355 ล้านบาท ถือว่าทำได้ตามเป้า และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 สินเชื่อเราเริ่มกลับมาอยู่ในทิศทางที่ควรจะเป็นแล้ว"
บุญทักษ์ ว่าต่อภาพที่คนภายนอกมองว่าธนาคารทหารไทยประกอบไปด้วยพนักงานที่มาจากหลากหลายองค์กร (บุญทักษ์และทีมงานบางส่วนมาจากธนาคารกสิกรไทย) ทำให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่เข้ากันไม่ได้นั้น ประเด็นนี้ "ไม่สำคัญ" สิ่งสำคัญกว่าตอนนี้คือพนักงานทุกคนเข้าใจหน้าที่ของตัวเองและมีการประเมินผลงานที่ชัดเจน
"ถึงตอนนี้การวางโครงสร้างเรื่องหน้าที่ของพนักงานได้จบลงแล้ว จากนี้ไปจะค่อยๆ หลอมวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียวกัน"
การเข้ามาของบุญทักษ์เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2551 เขาได้ประกาศวิสัยทัศน์ก้าวขึ้นเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยชั้นนำในอนาคตด้วยกลยุทธ์มุ่งสร้างการเติบโตโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และเมื่อปีที่ผ่านมาได้ปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่โดยแยกส่วนของ Back Office ออกจากสาขามาอยู่ที่ส่วนกลางทำให้พนักงานมุ่งเน้นที่งาน "ขาย" ได้เต็มที่ และให้บริการได้รวดเร็วขึ้น ในปี 2553 ยังวางแผนเพิ่มพนักงานสาขาขึ้นอีก 300-400 คน
ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่บุญทักษ์บอกอีกว่า การรุกของทีเอ็มบีนับจากนี้จะใช้ผลิตภัณฑ์เงินฝากเป็น "เรือธง" ในการดึงดูดลูกค้า แนวคิดนี้เชื่อว่าเดินมาถูกทางแน่นอนสังเกตุได้จากการออกผลิตภัณฑ์ที่ไม่คิดค่าธรรมเนียม (เช่น บัตรเดบิต TMB No Limit กด ATM ฟรีค่าธรรมเนียม) ทำให้ลูกค้ายอมรับแบรนด์ทีเอ็มบีเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี
"เราสามารถดึงเงินฝากที่มีคุณภาพเช่นออมทรัพย์และกระแสรายวันให้มีสัดส่วน 50% ของเงินฝากทั้งหมดได้จากก่อนหน้านี้มีเพียง 30% และเราจะคงตัวเลขนี้ไว้เพื่อลดต้นทุนการเงินให้ต่ำที่สุด"
แม้จะเลือกใช้กลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าด้วยการยอมเฉือนกำไร (ฟรีค่าธรรมเนียม) แต่เป็นเพียงบางกลุ่มไม่ใช่ทั้งหมด ธนาคารยังมีเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากปัจจุบัน 30% เพิ่มเป็น 35% ของรายได้รวม โดยจะมาจากการขายประกันชีวิต กองทุนรวม และสินเชื่อบุคคลซึ่งมีทิศทางการเติบโตที่ดีมาก
ด้านงบการตลาดที่ถูกมองว่า "ปูพรม" อย่างหนักจะเข้าตำราตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่นั้น ผู้บริหารหมายเลขหนึ่งธนาคารทหารไทย ชี้แจงว่า ถ้าเทียบกับไซส์ธุรกิจของธนาคารก็ถือว่าพอดี สาเหตุจริงๆ ที่ต้นทุนดำเนินงาน (Cost to Income Ratio) สูงถึง 75% ส่วนหนึ่งเพราะปีที่ผ่านมามีค่าใช้จ่ายเรื่องเออรี่รีไทร์พนักงาน และการสร้างรายได้ที่ยังไม่สมดุลกับจำนวนพนักงาน แต่ภาพรวมยังสามารถคุม Fix Cost (ต้นทุนคงที่) ไว้ได้
ในปี 2553 ตัวเลข Cost to Income Ratio จะต้องเหลือ 70% และในระยะยาวจะต้องลดลงมาอยู่ที่ 50% เท่ากับระบบ วิธีการก็คือ การเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นและควบคุมต้นทุนให้อยู่คงที่
สำหรับแผนธุรกิจในปี 2553 บุญทักษ์ ฉายภาพให้เห็นว่าตั้งความหวังไว้ที่ "สินเชื่อเอสเอ็มอี" น่าจะเติบโตมากที่สุดจะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และเตรียมให้บริการ Supply Chain Management ด้วยสินเชื่อแฟคตอริ่งเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ส่วนสินเชื่อคอร์ปอเรท (ธุรกิจรายใหญ่) คงหวังพึ่งสินเชื่อหมุนเวียนเป็นหลัก เพราะปัญหามาบตาพุดยังกดดันบริษัทขนาดใหญ่ชะลอแผนการลงทุนระยะยาว
ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยปีนี้อาจจะไม่เติบโตหวือหวาเพราะต้องลงทุนด้านจัดเก็บข้อมูลลูกค้าและรูปแบบการให้บริการใหม่ แต่เป้าหมายระยะ 5 ปีข้างหน้าจะปรับสัดส่วนรายได้จากธุรกิจรายย่อยขึ้นมาอยู่ที่ 40% เอสเอ็มอี 30-40% และที่เหลือเป็นสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่
อย่างไรก็ตาม ทิศทางการเติบโตของธนาคารทหารไทยในปี 2553 บุญทักษ์ ย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ธนาคารจะตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตแบบ Aggressive (เชิงรุก) คือ "มากกว่าสองเท่าของจีดีพี" โดยธนาคารคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะโตได้ 3.2% ขณะที่ธนาคารอื่นขอโตไม่เกินหนึ่งเท่าครึ่ง เพราะเหตุว่าปี 2552 สินเชื่อของทหารไทยติดลบมากกว่าเจ้าอื่นจึงถือว่าโตจากฐานที่ต่ำกว่า
“สินเชื่อใหม่ในปี 2553 เราตั้งเป้าต้องเติบโต 8-10% คิดเป็นเม็ดเงิน 30,000-40,000 ล้านบาท”
ทางด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในปีนี้ยังมองหาโอกาสที่จะขาย NPL และ NPA ออกไป และหาทางเพิ่มสินเชื่อใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามา จากปัจจุบันมีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 13% สูงที่สุดในอุตสาหกรรม เป้าระยะต่อไปเอ็นพีแอลของทหารไทยจะต้องเหลือ "เลขตัวเดียว"
ซีอีโอ ธนาคารทหารไทย ให้ความเชื่อมั่นผู้ถือหุ้นว่าธนาคารกำลังเดินทางมาถึงจุดของการเปลี่ยนแปลง และขณะนี้คือก้าวของการผลัดเปลี่ยน เรื่องของผู้ถือหุ้นและผลกำไรจะต้องเดินไปพร้อมกัน
“ภายใน 3 ปีข้างหน้า ROE ของธนาคารทหารไทยจะต้องอยู่ที่ 10% ตามการเติบโตของธุรกิจ" นี่คือเป้าหมายสุดท้าทายของ บุญทักษ์ หวังเจริญ และเป็นก้าวสำคัญแห่งการหลุดพ้นจากยุคตกต่ำที่แสนยาวนาน...ธนาคารทหารไทยยักษ์หลับที่รอวันตื่น!!
คำถาม
1. ทุนท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด เป็นคำที่เปรียบเทียบธนาคารใด ในอดีต
2. ธนาคารทหารไทยตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไม่ต่ำกว่า กี่เท่า ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)
3. ธนาคารที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเป็น "อันดับหก" ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทย คือธนาคารใด
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/investment/20100111/94580/ทหารไทย-ก้าวสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลง.html
11 มกราคม 2553
บีโอไอสรุปยอดขอส่งเสริมการลงทุนภาคอีสานในปี 52 อนุมัติ 74 โครงการ เงินลงทุนแตะ 1.1 หมื่นล้านบาท ไฟฟ้า-พลังงานทดแทนมาเป็นอันดับ 1
จัดทำโดย นายพรชัย เต่งศิริธรรม เลขทะเบียน 5002100253 กลุ่มที่ 20
นายสุวิชช์ ฉั่ววิเชียร ผอ.ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 2 นครราชสีมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้สรุปภาวะการลงทุนภาคอีสานในปี 52 ว่า ในปีที่ผ่านมามีโครงการที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนรวม 74 โครงการ เงินลงทุน 11,334 ล้านบาท การจ้างงาน 8,500 คน โดยประเภทอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ พลังงาน และพลังงานทดแทน จำนวน 26 โครงการ เงินลงทุน 6,963 ล้านบาท การจ้างงาน 665 คน ได้แก่ กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ชีวมวล แสงอาทิตย์ และกิจการสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ (ปั๊มเอ็นจีวี)
รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร จำนวน 29 โครงการ เงินลงทุน 1,889 ล้านบาท การจ้างงาน 1,731 คน ได้แก่ กิจการเลี้ยงไก่เนื้อ 7 โครงการเพื่อป้อนให้โรงงานยักษ์ใหญ่อย่าง บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือซีพี บมจ.เบทาโกร บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัดและสหฟาร์ม กิจการเลี้ยงไก่ไข่ กิจการผลิตยางผสม กิจการผลิตยางแท่งและยางผสม เป็นต้น ขณะที่ประเภทอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ก็ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมามีการลงทุนในประเภทอุตสาหกรรมโลหะ และชิ้นส่วนยานยนต์ 5 โครงการ เงินลงทุน 682 ล้านบาท การจ้างงาน 4,220 คน และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวม 4 โครงการ เงินลงทุน 340 ล้านบาท
สำหรับสัดส่วนการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่า จำนวน 54 โครงการยังคงเป็นการลงทุนโดยหุ้นส่วนไทย หรือคิดเป็นร้อยละ 73 เป็นโครงการร่วมหุ้นระหว่างไทยและหุ้นต่างชาติจำนวน 18 โครงการ และลงทุนโดยต่างชาติทั้งสิ้น 2 โครงการ ซึ่งได้แก่ ปนะเทสเดนมาร์ก และไต้หวัน
"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนยังเชื่อมั่นต่อประเทศไทยนั้น มาจากความเชื่อมั่นในด้านความต้องการของตลาดต่างประเทศ และแนวนโยบายการปรับปรุงเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยในกิจการประเภทต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะความพร้อมในการองรับการลงทุน"
ผอ.บีโอไอ ภาคที่ 2 นครราชสีมา ยังกล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ ว่า เศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้นตัวอย่างค่ออยเป็นค่อยไป ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวตามไปด้วย ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทำให้ความมั่นใจของผู้ประกอบการและผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว รวมถึงมาตรการการเร่งรัดการลงทุนของบีโอไอ ด้วยการออกมาตรการต่างๆ ให้เอื้อประโยชน์กับนักลงทุน ทั้งการเพิ่มประเภทกิจการเป็น 57 ประเภท จาก 7 อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถรับสิทธิประโยชน์สูงสุดยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี โดยไม่จำกัดวงเงินที่ได้รับการยกเว้น และสามารถตั้งกิจการในเขตที่ตั้งใดก็ได้ โดยผลบังคับดังกล่าวใช้ถึงสิ้นปี 2555
"สำหรับอุตสาหกรรมเด่นในภาคอีสานปีนี้ คือ อุตสาหกรรมที่มีการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรมาผลิตเพื่อเป็นพลังงานทดแทนในอนาคต ตามนโยบายของภาครัฐจะยังคงมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีอุตสาหกรรมรายใหญ่หลายรายเล็งเห็นประโยชน์ต่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากโรงงานมันสำปะหลัง รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และสถานีบริการปั๊มเอ็นจีวี รวมถึงอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน"
ส่วนสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ภาคอีสาน พบว่าโรงงานต่างๆ ยังคงขาดแคลนพนักงานงาน เนื่องจากมีอุตสาหกรรมเกิดขึ้นสูง ทำให้แรงงานไม่พอกับความต้องการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเบา ประเภทกิจการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอกนิกส์ที่มีความต้องการใช้แรงงานเป็นอย่างมาก
คำถาม
1. บีโอไอสรุปยอดขอส่งเสริมการลงทุนภาคอีสานในปี 52 อนุมัติกี่โครงการ
2. ประเภทอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 คืออะไร
3. สัดส่วนการลงทุนในปีที่ผ่านมา กี่โครงการที่เป็นการลงทุนโดยหุ้นส่วนไทย และคิดเป็นร้อยละเท่าไร
ที่มา; http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20100111/94809/บีโอไออีสานสรุปยอดปี-52-เม็ดเงินลงทุนแตะ-1.1-หมื่นล..html
นายสุวิชช์ ฉั่ววิเชียร ผอ.ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 2 นครราชสีมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้สรุปภาวะการลงทุนภาคอีสานในปี 52 ว่า ในปีที่ผ่านมามีโครงการที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนรวม 74 โครงการ เงินลงทุน 11,334 ล้านบาท การจ้างงาน 8,500 คน โดยประเภทอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ พลังงาน และพลังงานทดแทน จำนวน 26 โครงการ เงินลงทุน 6,963 ล้านบาท การจ้างงาน 665 คน ได้แก่ กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ชีวมวล แสงอาทิตย์ และกิจการสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ (ปั๊มเอ็นจีวี)
รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร จำนวน 29 โครงการ เงินลงทุน 1,889 ล้านบาท การจ้างงาน 1,731 คน ได้แก่ กิจการเลี้ยงไก่เนื้อ 7 โครงการเพื่อป้อนให้โรงงานยักษ์ใหญ่อย่าง บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือซีพี บมจ.เบทาโกร บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัดและสหฟาร์ม กิจการเลี้ยงไก่ไข่ กิจการผลิตยางผสม กิจการผลิตยางแท่งและยางผสม เป็นต้น ขณะที่ประเภทอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ก็ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมามีการลงทุนในประเภทอุตสาหกรรมโลหะ และชิ้นส่วนยานยนต์ 5 โครงการ เงินลงทุน 682 ล้านบาท การจ้างงาน 4,220 คน และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวม 4 โครงการ เงินลงทุน 340 ล้านบาท
สำหรับสัดส่วนการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่า จำนวน 54 โครงการยังคงเป็นการลงทุนโดยหุ้นส่วนไทย หรือคิดเป็นร้อยละ 73 เป็นโครงการร่วมหุ้นระหว่างไทยและหุ้นต่างชาติจำนวน 18 โครงการ และลงทุนโดยต่างชาติทั้งสิ้น 2 โครงการ ซึ่งได้แก่ ปนะเทสเดนมาร์ก และไต้หวัน
"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนยังเชื่อมั่นต่อประเทศไทยนั้น มาจากความเชื่อมั่นในด้านความต้องการของตลาดต่างประเทศ และแนวนโยบายการปรับปรุงเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยในกิจการประเภทต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะความพร้อมในการองรับการลงทุน"
ผอ.บีโอไอ ภาคที่ 2 นครราชสีมา ยังกล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ ว่า เศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้นตัวอย่างค่ออยเป็นค่อยไป ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวตามไปด้วย ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทำให้ความมั่นใจของผู้ประกอบการและผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว รวมถึงมาตรการการเร่งรัดการลงทุนของบีโอไอ ด้วยการออกมาตรการต่างๆ ให้เอื้อประโยชน์กับนักลงทุน ทั้งการเพิ่มประเภทกิจการเป็น 57 ประเภท จาก 7 อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถรับสิทธิประโยชน์สูงสุดยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี โดยไม่จำกัดวงเงินที่ได้รับการยกเว้น และสามารถตั้งกิจการในเขตที่ตั้งใดก็ได้ โดยผลบังคับดังกล่าวใช้ถึงสิ้นปี 2555
"สำหรับอุตสาหกรรมเด่นในภาคอีสานปีนี้ คือ อุตสาหกรรมที่มีการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรมาผลิตเพื่อเป็นพลังงานทดแทนในอนาคต ตามนโยบายของภาครัฐจะยังคงมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีอุตสาหกรรมรายใหญ่หลายรายเล็งเห็นประโยชน์ต่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากโรงงานมันสำปะหลัง รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และสถานีบริการปั๊มเอ็นจีวี รวมถึงอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน"
ส่วนสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ภาคอีสาน พบว่าโรงงานต่างๆ ยังคงขาดแคลนพนักงานงาน เนื่องจากมีอุตสาหกรรมเกิดขึ้นสูง ทำให้แรงงานไม่พอกับความต้องการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเบา ประเภทกิจการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอกนิกส์ที่มีความต้องการใช้แรงงานเป็นอย่างมาก
คำถาม
1. บีโอไอสรุปยอดขอส่งเสริมการลงทุนภาคอีสานในปี 52 อนุมัติกี่โครงการ
2. ประเภทอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 คืออะไร
3. สัดส่วนการลงทุนในปีที่ผ่านมา กี่โครงการที่เป็นการลงทุนโดยหุ้นส่วนไทย และคิดเป็นร้อยละเท่าไร
ที่มา; http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20100111/94809/บีโอไออีสานสรุปยอดปี-52-เม็ดเงินลงทุนแตะ-1.1-หมื่นล..html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)