03 กุมภาพันธ์ 2553

ทางรอดผู้ประกอบการขนส่ง-โลจิสติกส์ ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจถดถอย

นายเจนวัฒน์ สุวรรณวิธี เลขทะเบียน 5002100638 กลุ่ม 20

ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ระดมพล หามาตรการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจ ชี้ภาครัฐควรหาแนวทางสนับสนุนส่งเสริม หวั่นธุรกิจไปไม่รอด เผยอาจมีแรงงานโลจิสติกส์ถูกเลิกจ้างกว่า 3 แสนราย ผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ได้ส่งผลกระทบต่อคู่ค้าสำคัญของไทยทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งติดลบมากที่สุดในรอบ 30 ปี ทั้งนี้ได้ส่งผลกระทบถึงการส่งออกของไทยที่ติดลบอย่างหนัก รวมทั้งเกิดปัญหาว่างงานครั้งใหญ่ โดยคาดการณ์ว่าอาจจะมีแรงงานโลจิสติกส์-ขนส่งว่างงานกว่า 300,000 คน จากแรงงานทั้งหมดประมาณ 3 ล้านคน

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยสายงานโลจิสติกส์ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการคมนาคมขนส่งทางบกวุฒิสภา และสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย ได้ร่วมกันจัดเสวนาผลกระทบทางเลือก...ทางรอดของผู้ประกอบการขนส่ง-โลจิสติกส์ ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจถดถอย โดยมีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมการเสวนา

"ธุรกิจโลจิสติกส์เป็นธุรกิจที่ตกสำรวจจากรัฐบาล เพราะมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่ภาคการผลิต การท่องเที่ยว และการเกษตร โดยธุรกิจโลจิสติกส์กลับยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ซึ่งแรงงานด้านโลจิสติกส์ในปัจจุบันมีถึงประมาณ 3 ล้านคน จากวิกฤติเศรษฐกิจขณะนี้ตกต่ำมากกว่าที่คาดไว้ ปัจจัยเสี่ยงที่เห็นชัดเจนคือภาคการส่งออก-นำเข้าที่ติดลบอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบคือผู้ให้บริการโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการส่งออก-นำเข้าที่หดตัวลง ที่เป็นห่วงว่าหากธุรกิจไม่สามารถอยู่รอดได้ จะส่งผลให้แรงงานด้านโลจิสติกส์อาจได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้าง ที่นับว่าน่าเป็นห่วง ดังนั้นรัฐบาลควรมีมาตรการออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการโลจิสติกส์ เพื่อช่วยประคองธุรกิจให้สามารถอยู่รอดได้" ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าว

"การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของภาครัฐยังไม่ตรงจุดนัก เนื่องจากมาตรการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือแรงงานที่ตกงานแล้ว ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เห็นว่ารัฐบาลควรหาทางไม่ให้แรงงานถูกปลดออกจากงานจึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและยั่งยืนกว่า" ดร.ธนิต กล่าวย้ำ

" ขณะนี้ปริมาณการส่งออกลดลงอย่างมาก ตลาดเป็นของผู้ซื้อบริการ วันนี้ธุรกิจโลจิสติกส์ส่วนใหญ่ขาดทุน ดังนั้นทุกคนต้องพยายามประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้ ต้องพยายามให้ขาดทุนน้อยที่สุด ทุกบริษัทต้องพยายามหายุทธวิธีให้รักษาฐานลูกค้าให้ได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ต้องยอมรับว่าอาจต้องมีบางบริษัทที่ไม่สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งผู้ที่สามารถอยู่รอดได้ในสภาวการณ์เช่นนี้คือผู้ที่แข็งแรงที่สุด แต่หากเหตุการณ์ยังไม่ดีขึ้นเชื่อว่าต้องมีอีกหลายบริษัทที่ล้มหายตายจากไปอย่างแน่นอน" คุณสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย และในฐานะนายกสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กล่าว

จากการเสวนาระดมความคิดเห็นผู้ประกอบการโลจิสติกส์ได้ข้อสรุปร่วมกันที่จะเสนอ 6 แนวทาง เพื่อให้ภาครัฐช่วยเหลือผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่ได้รับผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจ ได้แก่
1. ให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในวงเงิน 20,000 ล้านบาท
2. ขอให้ออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระเอกชน เช่น ลดค่าภาระท่าเรือ ท่าอากาศยาน ค่าธรรม ค่าล่วงเวลา เป็นต้น
3. ขอให้ลดค่าเช่าสถานประกอบการในพื้นที่ปลอดอากรของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
4. ปรับลดค่าสัมปทานสถานีขนส่งสินค้าไอซีดีลาดกระบัง
5. เสนอให้ภาครัฐมีมาตรการให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ให้ผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ และ
6. ให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ตกงานจากภาคขนส่ง-โลจิสติกส์

ทั้งนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อผู้ประกอบการในภาคโลจิสติกส์ส่งผลให้ภาคการส่งขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ ปัจจุบันปริมาณการขนส่งผ่านทางท่าเรือแหลมฉบังที่เป็นสินค้าส่งออกในเดือนมกราคม 2552 ลดลง 29.3% และกุมภาพันธ์ ลดลง 20% สินค้านำเข้าลดลง 33.4% และ 41.2% ตามลำดับ โดยมีแรงงานที่อยู่ในภาคนี้ 50,000 คน ไม่รวมแรงงานที่ทำงานอยู่ในท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือกรุงเทพและท่าเรืออื่นๆ (ตัวเลขของท่าเรือแหลมฉบังในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีสินค้าลดลงประมาณ 200,000 TEU หรือลดลงร้อยละ 12 และท่าเรือคลองเตยตู้สินค้าลดลง 20%)

ทางสมาคมเจ้าของเรือระหว่างประเทศ ได้แจ้งว่าผลของเศรษฐกิจถดถอยส่งผลต่อการลดจำนวนสินค้าร้อยละ 30-40 มีสายการเดินเรือหยุดให้บริการอย่างน้อย 3 ราย มีเรือสินค้าจำนวนประมาณ 300-400 ลำ จอดลอยลำที่ประเทศสิงคโปร์ และต้องนำตู้คอนเทนเนอร์เปล่าไปฝากไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบังจำนวนมาก อาจส่งผลต่อการเลิกจ้างแรงงาน 10-15% (ให้ข้อมูลโดย : สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) สมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพ (BSAA) การท่าเรือแหลมฉบัง และการท่าเรือกรุงเทพฯ)

โดยภาคการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศนั้น เดือนมกราคม ปริมาณการส่งออกทางอากาศลดลง 29.19% และเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 20.16% โดยการนำเข้าลดลง 36.5% และเดือนกุมภาพันธ์ 33.93% ตามลำดับ โดยมีแรงงานอยู่ในภาคนี้ 30,000 คน ไม่รวมแรงงานที่อยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยปัจจุบัน "Cargoes" เป็นรายได้ของธุรกิจการบินประมาณ ร้อยละ 50 ซึ่งการที่จำนวนสินค้าขนส่งทางอากาศลดลงส่งผลต่อธุรกิจต่อเนื่อง เช่น คลังสินค้าการบินไทย ซึ่งปริมาณงาน 2 เดือนแรกของปีนี้ลดลงประมาณ 40% (ให้ข้อมูลโดย: สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และ คลังสินค้าการบินไทย)

ในส่วนของภาคการขนส่งทางบกนั้น พบว่า เดือนมกราคม 2552 ปริมาณการขนส่งในประเทศ สำหรับสินค้าส่งออก เดือนมกราคม 2552 ลดลง 30.3% และในเดือนกุมภาพันธ์ลดลง 29.6% สำหรับสินค้านำเข้าเดือนมกราคมลดลง 40.2% เดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 44.5% นอกจากนี้ การขนส่งที่ให้บริการภายในประเทศ เดือนมกราคม ลดลง 26.5% และเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 25.5% โดยมีแรงงานที่เป็นคนขับรถอยู่ในภาคนี้ 740,000 คน โดยตัวเลขนี้ไม่รวมแรงงานติดรถและแรงงานขนถ่ายขึ้น-ลง จากรถ ซึ่งคาดว่าจะมีแรงงาน รวมทั้งหมดอยู่ในภาคขนส่งจำนวน 1.5-2.0 ล้านคน ผลของวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลให้ปัจจุบันปริมาณรถบรรทุกที่หยุดวิ่งแล้วประมาณ 200,000 - 250,000 คัน

สำหรับภาคธุรกิจให้บริการออกของ-ชิปปิ้ง ซึ่งเป็นธุรกิจที่ให้บริการในการนำสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรเข้าและออก และให้บริการในการเคลียร์สินค้าจากท่าเรือ-สนามบิน และด่านชายแดน ซึ่งในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปริมาณใบขนสินค้านำเข้าและส่งออก ลดลง 35.5% ถึง 40% ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณภาคการขนส่งที่ลดลง และสอดคล้องกับตัวเลขรายได้จากการจัดเก็บภาษีของศุลกากรที่ติดลบ 13.5% และภาษีสรรพสามิตลดลง 21.9% โดยมีปริมาณแรงงานของภาคนี้ประมาณ 50,000-60,000 คน ไม่รวมแรงงานขนถ่ายย้ายสินค้า ทั้งในคลังสินค้า ท่าเรือ และท่าอากาศยาน (ให้ข้อมูลโดย :สมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย และสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย)

นอกจากผู้ประกอบการเอกชนจะต้องเร่งพัฒนาองค์กร ปรับกลยุทธ์ให้มีความแข็งแกร่งเพื่อผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้แล้ว ภาครัฐเองนับว่าเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนส่งเสริม ให้ธุรกิจโลจิสติกส์สามารถอยู่รอดได้

30 มกราคม 2553

เทคนิคการลงทุนใน "หุ้นปันผล"

นายเจนวัฒน์ สุวรรณวิธี เลขทะเบียน 5002100638 กลุ่มที่ 20
การลงทุนในหุ้นมีหลายวิธี ที่โด่งดังในประเทศไทยหลักๆ ก็มีอยู่สองแนวทางคือ วีไอ (value investment) ซึ่งมี role model ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากหลายคนเลยทีเดียว และอีกแนวทางคือ วีเอส (value speculations) ซึ่งเข้าใจว่า คุณ "อยากเชือก" แห่งห้องสินธร เป็นผู้บัญญัติไว้ คือการเก็งกำไรหุ้นจากส่วนต่างราคา

ทั้งวีไอและวีเอสที่ได้ผลตอบแทนสูงมากๆ ในตลาดไทย ปกติจะเน้นหุ้นเติบโตสูงเป็นหลัก โดยเน้นการเข้าไปซื้อหุ้นที่ (คาดว่า) จะอนาคตดีถึงดีมาก ในราคาที่ค่อนข้างต่ำ และไปขายตอนข่าวดีออกมากๆ มีรายย่อยเข้าไปตามเยอะๆ ซึ่งวิธีนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า ได้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงมาก บางคนได้ถึง 100 - 200% ต่อปีเลยทีเดียว

สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างวีไอและวีเอส น่าจะเป็นวิธีการในการคัดหุ้นเหล่านั้น วีไอจะเน้นการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของหุ้น เช่ ผลประกอบการ กำไร ศักยภาพทางธุรกิจ โอกาสเติบโต และส่วนมากจะเน้นการเข้าไปคุยกับเจ้าของกิจการเพื่อเจาะข้อมูลในเชิงลึก ส่วนวีเอสจะเน้นสัญญาณทาง technical analysis เพื่อจับทางว่า มีการสะสมหุ้นของรายใหญ่เป็นจำนวนมาก เพื่อขับดันราคาหุ้นหรือไม่ แล้วเข้าไปร่วมวงไพบูลย์ก่อนหุ้นจะออกตัวหรือออกตัวไปได้หน่อยนึงแล้ว

จึงเป็นแปลกที่วีไอและวีเอสจะเล่นหุ้นตัวเดียวกันบ่อยๆ


แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ทำงานประจำอื่นๆ อยู่นั้น พื้นฐานก็ไม่เก่ง เทคนิกก็ไม่เอาถ่าน การลงทุนให้ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นนั้น ดูเหมือนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว เพราะการจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะในด้านใด ต้องทุ่มเวลา พลังงาน ความคิด และแรงกายเป็นอย่างมาก ไม่ใช่นั่งเฉยๆ แล้วก็จะได้มา

จริงๆ แล้ว สำหรับปุถุชน การจะได้ผลตอบแทนที่ "พอใช้ได้" จากหุ้นนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องยากและต้องทุ่มเทอะไรมากมายเลย แต่ต้องการความอดทนและวินัยการลงทุนที่เคร่งครัดเป็นหลักเท่านั้นเอง

การลงทุนในหุ้นปันผล เป็นวิธีการง่ายๆ วิธีการหนึ่ง ที่จะสามารถเอาชนะตลาดและเงินเฟ้อได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็มีข้อควรระวังพอสมควร ไม่ใช่ว่าซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้

20 มกราคม 2553

กสิกรไทยเผยไตรมาส4กำไรพุ่ง3.67พันล้าน

จัดทำโดยนายพรชัย เต่งศิริธรรม เลขทะเบียน 5002100253 กลุ่มที่ 20


แบงก์กสิกรไทยเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ของปี"52 กำไรพุ่ง 3.67 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2.78 พันล้านบาท

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า ผลประกอบการ (รวมบริษัทย่อย) งวดไตรมาส 4 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 สรุปได้ดังนี้ ในไตรมาส 4 ของปี 2552 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 3,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 2,789 ล้านบาท

ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2552 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 14,891 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 15,333 ล้านบาท


คำถาม
1. ธนาคารกสิกรไทยเผยผลการดำเนินงานไตรมาสที่เท่าไร
2. ธนาคารกสิกรไทยมีผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้เท่าไร
3. ธนาคารกสิกรไทยมีผลการดำเนินงานในปี2552 เท่าไร

ที่มา; http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20100120/96287/กสิกรไทยเผยไตรมาส4กำไรพุ่ง3.67พันล้าน.html

11 มกราคม 2553

'ทหารไทย' ก้าวสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลง

จัดทำโดยนายพรชัย เต่งศิริธรรม เลขทะเบียน 5002100253 กลุ่มที่ 20

ทุนท่วมหัว (435,287 ล้านบาท) แต่เอาตัวไม่รอด นั่นคือ ธนาคารทหารไทยในอดีต แต่ทหารไทยในยุคปีขาล กำลังจะสวมวิญญาณ "เสือ" เปิดเกมรุกอย่างดุดัน ภายใต้เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไม่ต่ำกว่า "สองเท่า" ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)

"ลดทุน-ล้างขาดทุนสะสม" (90,937 ล้านบาท) เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กำลังจะเป็น เทิร์นนิ่ง พ้อยท์ สำคัญที่สุดของธนาคารทหารไทย และจะเป็นจุด เทิร์นอะราวด์ ของหุ้น TMB ที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้

ธนาคารที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเป็น "อันดับหก" ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยแห่งนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์คือข่าวการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น TMB ของ ไอเอ็นจี กรุ๊ป จะถูกนำมาเติมเชื้อไฟสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับราคาหุ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นการลดทุน-ล้างขาดทุนสะสม และเปิดทางให้ไอเอ็นจี กรุ๊ปเข้ามาถือหุ้นเพิ่ม ภาครัฐจะมีส่วนได้เสีย อีกทั้งยังอาจเปิดช่องทางผลประโยชน์จากข่าว "อินไซด์เทรดดิ้ง" เช่นที่เคยเกิดกับหุ้นธนาคารสินเอเซีย และหุ้นธนาคารนครหลวงไทย

"คาดว่าปี 2552 สินเชื่อรวมของเราน่าจะติดลบ 10%" บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ยอมรับกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek

เขาบอกว่าสาเหตุที่ปล่อยสินเชื่อได้ "ต่ำที่สุด" ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยเป็นเพราะธนาคารได้ปรับโครงสร้างการบริหารภายในส่วนของผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (RM) ตั้งแต่เดือนมีนาคม และต้องใช้เวลาอีก 3-4 เดือนเพื่อการทำความรู้จักลูกค้าใหม่ ทำให้การปล่อยสินเชื่อต้องหยุดชะงัก ประกอบกับช่วงปีที่ผ่านมาภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ

"ถึงสินเชื่อจะหดตัวแต่กำไรสุทธิงวด 9 เดือนทำได้ 1,355 ล้านบาท ถือว่าทำได้ตามเป้า และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 สินเชื่อเราเริ่มกลับมาอยู่ในทิศทางที่ควรจะเป็นแล้ว"

บุญทักษ์ ว่าต่อภาพที่คนภายนอกมองว่าธนาคารทหารไทยประกอบไปด้วยพนักงานที่มาจากหลากหลายองค์กร (บุญทักษ์และทีมงานบางส่วนมาจากธนาคารกสิกรไทย) ทำให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่เข้ากันไม่ได้นั้น ประเด็นนี้ "ไม่สำคัญ" สิ่งสำคัญกว่าตอนนี้คือพนักงานทุกคนเข้าใจหน้าที่ของตัวเองและมีการประเมินผลงานที่ชัดเจน

"ถึงตอนนี้การวางโครงสร้างเรื่องหน้าที่ของพนักงานได้จบลงแล้ว จากนี้ไปจะค่อยๆ หลอมวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียวกัน"

การเข้ามาของบุญทักษ์เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2551 เขาได้ประกาศวิสัยทัศน์ก้าวขึ้นเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยชั้นนำในอนาคตด้วยกลยุทธ์มุ่งสร้างการเติบโตโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และเมื่อปีที่ผ่านมาได้ปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่โดยแยกส่วนของ Back Office ออกจากสาขามาอยู่ที่ส่วนกลางทำให้พนักงานมุ่งเน้นที่งาน "ขาย" ได้เต็มที่ และให้บริการได้รวดเร็วขึ้น ในปี 2553 ยังวางแผนเพิ่มพนักงานสาขาขึ้นอีก 300-400 คน

ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่บุญทักษ์บอกอีกว่า การรุกของทีเอ็มบีนับจากนี้จะใช้ผลิตภัณฑ์เงินฝากเป็น "เรือธง" ในการดึงดูดลูกค้า แนวคิดนี้เชื่อว่าเดินมาถูกทางแน่นอนสังเกตุได้จากการออกผลิตภัณฑ์ที่ไม่คิดค่าธรรมเนียม (เช่น บัตรเดบิต TMB No Limit กด ATM ฟรีค่าธรรมเนียม) ทำให้ลูกค้ายอมรับแบรนด์ทีเอ็มบีเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี

"เราสามารถดึงเงินฝากที่มีคุณภาพเช่นออมทรัพย์และกระแสรายวันให้มีสัดส่วน 50% ของเงินฝากทั้งหมดได้จากก่อนหน้านี้มีเพียง 30% และเราจะคงตัวเลขนี้ไว้เพื่อลดต้นทุนการเงินให้ต่ำที่สุด"

แม้จะเลือกใช้กลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าด้วยการยอมเฉือนกำไร (ฟรีค่าธรรมเนียม) แต่เป็นเพียงบางกลุ่มไม่ใช่ทั้งหมด ธนาคารยังมีเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากปัจจุบัน 30% เพิ่มเป็น 35% ของรายได้รวม โดยจะมาจากการขายประกันชีวิต กองทุนรวม และสินเชื่อบุคคลซึ่งมีทิศทางการเติบโตที่ดีมาก

ด้านงบการตลาดที่ถูกมองว่า "ปูพรม" อย่างหนักจะเข้าตำราตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่นั้น ผู้บริหารหมายเลขหนึ่งธนาคารทหารไทย ชี้แจงว่า ถ้าเทียบกับไซส์ธุรกิจของธนาคารก็ถือว่าพอดี สาเหตุจริงๆ ที่ต้นทุนดำเนินงาน (Cost to Income Ratio) สูงถึง 75% ส่วนหนึ่งเพราะปีที่ผ่านมามีค่าใช้จ่ายเรื่องเออรี่รีไทร์พนักงาน และการสร้างรายได้ที่ยังไม่สมดุลกับจำนวนพนักงาน แต่ภาพรวมยังสามารถคุม Fix Cost (ต้นทุนคงที่) ไว้ได้

ในปี 2553 ตัวเลข Cost to Income Ratio จะต้องเหลือ 70% และในระยะยาวจะต้องลดลงมาอยู่ที่ 50% เท่ากับระบบ วิธีการก็คือ การเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นและควบคุมต้นทุนให้อยู่คงที่

สำหรับแผนธุรกิจในปี 2553 บุญทักษ์ ฉายภาพให้เห็นว่าตั้งความหวังไว้ที่ "สินเชื่อเอสเอ็มอี" น่าจะเติบโตมากที่สุดจะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และเตรียมให้บริการ Supply Chain Management ด้วยสินเชื่อแฟคตอริ่งเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ส่วนสินเชื่อคอร์ปอเรท (ธุรกิจรายใหญ่) คงหวังพึ่งสินเชื่อหมุนเวียนเป็นหลัก เพราะปัญหามาบตาพุดยังกดดันบริษัทขนาดใหญ่ชะลอแผนการลงทุนระยะยาว

ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยปีนี้อาจจะไม่เติบโตหวือหวาเพราะต้องลงทุนด้านจัดเก็บข้อมูลลูกค้าและรูปแบบการให้บริการใหม่ แต่เป้าหมายระยะ 5 ปีข้างหน้าจะปรับสัดส่วนรายได้จากธุรกิจรายย่อยขึ้นมาอยู่ที่ 40% เอสเอ็มอี 30-40% และที่เหลือเป็นสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่

อย่างไรก็ตาม ทิศทางการเติบโตของธนาคารทหารไทยในปี 2553 บุญทักษ์ ย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ธนาคารจะตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตแบบ Aggressive (เชิงรุก) คือ "มากกว่าสองเท่าของจีดีพี" โดยธนาคารคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะโตได้ 3.2% ขณะที่ธนาคารอื่นขอโตไม่เกินหนึ่งเท่าครึ่ง เพราะเหตุว่าปี 2552 สินเชื่อของทหารไทยติดลบมากกว่าเจ้าอื่นจึงถือว่าโตจากฐานที่ต่ำกว่า

“สินเชื่อใหม่ในปี 2553 เราตั้งเป้าต้องเติบโต 8-10% คิดเป็นเม็ดเงิน 30,000-40,000 ล้านบาท”

ทางด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในปีนี้ยังมองหาโอกาสที่จะขาย NPL และ NPA ออกไป และหาทางเพิ่มสินเชื่อใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามา จากปัจจุบันมีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 13% สูงที่สุดในอุตสาหกรรม เป้าระยะต่อไปเอ็นพีแอลของทหารไทยจะต้องเหลือ "เลขตัวเดียว"

ซีอีโอ ธนาคารทหารไทย ให้ความเชื่อมั่นผู้ถือหุ้นว่าธนาคารกำลังเดินทางมาถึงจุดของการเปลี่ยนแปลง และขณะนี้คือก้าวของการผลัดเปลี่ยน เรื่องของผู้ถือหุ้นและผลกำไรจะต้องเดินไปพร้อมกัน

“ภายใน 3 ปีข้างหน้า ROE ของธนาคารทหารไทยจะต้องอยู่ที่ 10% ตามการเติบโตของธุรกิจ" นี่คือเป้าหมายสุดท้าทายของ บุญทักษ์ หวังเจริญ และเป็นก้าวสำคัญแห่งการหลุดพ้นจากยุคตกต่ำที่แสนยาวนาน...ธนาคารทหารไทยยักษ์หลับที่รอวันตื่น!!



คำถาม
1. ทุนท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด เป็นคำที่เปรียบเทียบธนาคารใด ในอดีต
2. ธนาคารทหารไทยตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไม่ต่ำกว่า กี่เท่า ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)
3. ธนาคารที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเป็น "อันดับหก" ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทย คือธนาคารใด

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/investment/20100111/94580/ทหารไทย-ก้าวสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลง.html

บีโอไอสรุปยอดขอส่งเสริมการลงทุนภาคอีสานในปี 52 อนุมัติ 74 โครงการ เงินลงทุนแตะ 1.1 หมื่นล้านบาท ไฟฟ้า-พลังงานทดแทนมาเป็นอันดับ 1

จัดทำโดย นายพรชัย เต่งศิริธรรม เลขทะเบียน 5002100253 กลุ่มที่ 20



นายสุวิชช์ ฉั่ววิเชียร ผอ.ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 2 นครราชสีมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้สรุปภาวะการลงทุนภาคอีสานในปี 52 ว่า ในปีที่ผ่านมามีโครงการที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนรวม 74 โครงการ เงินลงทุน 11,334 ล้านบาท การจ้างงาน 8,500 คน โดยประเภทอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ พลังงาน และพลังงานทดแทน จำนวน 26 โครงการ เงินลงทุน 6,963 ล้านบาท การจ้างงาน 665 คน ได้แก่ กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ชีวมวล แสงอาทิตย์ และกิจการสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ (ปั๊มเอ็นจีวี)

รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร จำนวน 29 โครงการ เงินลงทุน 1,889 ล้านบาท การจ้างงาน 1,731 คน ได้แก่ กิจการเลี้ยงไก่เนื้อ 7 โครงการเพื่อป้อนให้โรงงานยักษ์ใหญ่อย่าง บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือซีพี บมจ.เบทาโกร บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัดและสหฟาร์ม กิจการเลี้ยงไก่ไข่ กิจการผลิตยางผสม กิจการผลิตยางแท่งและยางผสม เป็นต้น ขณะที่ประเภทอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ก็ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมามีการลงทุนในประเภทอุตสาหกรรมโลหะ และชิ้นส่วนยานยนต์ 5 โครงการ เงินลงทุน 682 ล้านบาท การจ้างงาน 4,220 คน และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวม 4 โครงการ เงินลงทุน 340 ล้านบาท

สำหรับสัดส่วนการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่า จำนวน 54 โครงการยังคงเป็นการลงทุนโดยหุ้นส่วนไทย หรือคิดเป็นร้อยละ 73 เป็นโครงการร่วมหุ้นระหว่างไทยและหุ้นต่างชาติจำนวน 18 โครงการ และลงทุนโดยต่างชาติทั้งสิ้น 2 โครงการ ซึ่งได้แก่ ปนะเทสเดนมาร์ก และไต้หวัน

"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนยังเชื่อมั่นต่อประเทศไทยนั้น มาจากความเชื่อมั่นในด้านความต้องการของตลาดต่างประเทศ และแนวนโยบายการปรับปรุงเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยในกิจการประเภทต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะความพร้อมในการองรับการลงทุน"

ผอ.บีโอไอ ภาคที่ 2 นครราชสีมา ยังกล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ ว่า เศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้นตัวอย่างค่ออยเป็นค่อยไป ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวตามไปด้วย ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทำให้ความมั่นใจของผู้ประกอบการและผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว รวมถึงมาตรการการเร่งรัดการลงทุนของบีโอไอ ด้วยการออกมาตรการต่างๆ ให้เอื้อประโยชน์กับนักลงทุน ทั้งการเพิ่มประเภทกิจการเป็น 57 ประเภท จาก 7 อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถรับสิทธิประโยชน์สูงสุดยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี โดยไม่จำกัดวงเงินที่ได้รับการยกเว้น และสามารถตั้งกิจการในเขตที่ตั้งใดก็ได้ โดยผลบังคับดังกล่าวใช้ถึงสิ้นปี 2555

"สำหรับอุตสาหกรรมเด่นในภาคอีสานปีนี้ คือ อุตสาหกรรมที่มีการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรมาผลิตเพื่อเป็นพลังงานทดแทนในอนาคต ตามนโยบายของภาครัฐจะยังคงมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีอุตสาหกรรมรายใหญ่หลายรายเล็งเห็นประโยชน์ต่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากโรงงานมันสำปะหลัง รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และสถานีบริการปั๊มเอ็นจีวี รวมถึงอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน"

ส่วนสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ภาคอีสาน พบว่าโรงงานต่างๆ ยังคงขาดแคลนพนักงานงาน เนื่องจากมีอุตสาหกรรมเกิดขึ้นสูง ทำให้แรงงานไม่พอกับความต้องการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเบา ประเภทกิจการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอกนิกส์ที่มีความต้องการใช้แรงงานเป็นอย่างมาก


คำถาม
1. บีโอไอสรุปยอดขอส่งเสริมการลงทุนภาคอีสานในปี 52 อนุมัติกี่โครงการ
2. ประเภทอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 คืออะไร
3. สัดส่วนการลงทุนในปีที่ผ่านมา กี่โครงการที่เป็นการลงทุนโดยหุ้นส่วนไทย และคิดเป็นร้อยละเท่าไร

ที่มา; http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20100111/94809/บีโอไออีสานสรุปยอดปี-52-เม็ดเงินลงทุนแตะ-1.1-หมื่นล..html

15 ธันวาคม 2552

"คัมภีร์" การลงทุน

จัดทำโดย นางสาววรนันท์ ศรีก๊กเจริญ เลขทะเบียน 4902100526 กลุ่ม 20.

โดย ณ พัฒน์ ประชาชาติธุรกิจ

วันนี้ขอเขียนเรื่องการลงทุนหน่อยแล้วกันครับ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว และทุกคนไม่ว่าอยู่ในวัยใด ก็ควรทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กันสักนิดหน่อย หลายๆ คน มักจะคิดว่าเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว และคิดว่าไว้คอยให้มีเงินก่อนค่อยคิดเรื่องการลงทุนแล้วกัน แต่ผมว่าคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน น่าจะเริ่มคิดได้แล้วว่า จะดำรงชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างไร ถ้ามีครอบครัวจะหาเลี้ยงครอบครัวอย่างไร และถ้าถึงวัยเกษียณอายุ ไม่ต้องทำงาน (และไม่มีรายได้) แล้ว จะทำอย่างไรให้สามารถดำเนินชีวิตแบบสบายๆ โดยไม่เป็นภาระกับคนอื่นได้อย่างไร

จริงอยู่ครับ ว่าเงินไม่ได้ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต และเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเงิน แต่ก็ต้องยอมรับละครับ ว่าทุกวันนี้เงินเป็นสื่อกลางในการได้มาซึ่งสิ่งที่ชีวิตต้องการ เพราะฉะนั้นผมว่าการใช้เงินอย่างฉลาด พอเหมาะ พอควรกับฐานะ จะนำไปสู่ความสุขได้ครับ

ผมมีหลักง่ายๆ ในการลงทุนห้าข้อ มาให้พิจารณากันครับ หวังว่าอ่านแล้วคงเป็นประโยชน์และนำไปประยุกต์ใช้กันได้นะครับ

1.รู้จักออม

สิ่งแรกก่อนที่จะลงทุนคือต้องมีเงินจะไปลงทุนซะก่อน เงินออมก็คือเงินรายได้ที่เราไม่ได้ใช้ การรู้จักออม ก็คือการรู้จักหารายได้ และการรู้จักใช้ ข้อนี้ผมคงไม่ได้ต้องพูดมากมั้งครับ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้เกี่ยวกับโอกาสในการหารายได้ และรายจ่ายที่จำเป็นของตัวเองในปัจจุบันเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่อยากให้คิดถึงคือ การตัดสินใจใช้จ่ายในปัจจุบัน ควรคำนึงถึงรายได้และรายจ่ายในอนาคตไว้ด้วย เช่นว่า คนที่มีรายได้ในปัจจุบันมาก ก็ไม่ควรจะใช้ให้หมดในปัจจุบัน เพราะในอนาคตเราอาจจะมีรายจ่ายที่มากกว่านี้ และรายได้ไม่ได้สูงเท่าปัจจุบัน

พูดแบบนี้คนที่มีรายได้ปัจจุบันน้อย และคิดว่าวันหลังคงมีรายได้มากกว่านี้แน่ๆ ก็อาจจะเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลในการกู้เงินโดยใช้รายได้ในอนาคตมาเป็นหลักประกัน เอาเงินมาใช้จ่ายก่อน แล้วค่อยจ่ายคืนทีหลัง ซึ่งผมว่าก็มีเหตุผลดี แต่อย่าลืมนะครับว่าอนาคตมีแต่ความไม่แน่นอน ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น รายได้ที่เราคิดว่าจะมาแน่ๆ อาจจะไม่มาก็ได้ เพราะฉะนั้นใช้แต่ที่จำเป็นและอดออมไว้ก่อนเป็นดีครับ

2.รู้จักทางเลือก
พอเรามีเงินออมแล้ว ต่อมาคือเราต้องรู้จักศึกษาหาทางเลือกในการเก็บเงินออมของเรา (เพราะเรามีทางเลือก มากกว่าฝากธนาคาร!) และสิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้จักศึกษาทางเลือกเหล่านั้นให้ดีๆ แต่ละทางเลือกในการลงทุนมีคุณสมบัติด้าน ผลตอบแทน สภาพคล่อง ลักษณะของกระแสเงินสด ปัจจัยเสี่ยง และระดับความเสี่ยงต่างๆ กันไป ตัวอย่างเช่น การฝากธนาคาร (โดยทั่วไป) มีระดับความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง แต่ก็มีผลตอบแทนต่ำ การเล่นหุ้นมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่า มีสภาพคล่องสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงด้วย เช่นกัน

ผมว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับพลังมหัศจรรย์ของผลตอบแทนทบต้นมามากแล้วใช่ไหมครับ ถ้าเราสามารถหาทางเลือกในการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี เงินต้นของเราจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายใน 15 ปี แต่ถ้าเราสามารถหาทางให้เงินลงทุนของเราทำงานหนักขึ้น และให้ผลตอบแทนแก่เราโดยเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี เงินของเราจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายใน 9 ปีเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ช่วยร่นระยะเวลาถึงเป้าหมายทางการเงินของเราได้อย่างเห็นได้ชัด แต่อย่าลืมนะครับว่าสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย

ทุกวันนี้โลกแห่งการเงินพัฒนาไปมาก และเรามีทางเลือกมากมายในการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา นอกจากนี้ยังมีกองทุนต่างๆ เปิดโอกาสให้คนที่มีเงินลงทุนน้อยสามารถเข้าถึงการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้มากขึ้น ในต้นทุนที่ต่ำ นอกจากนี้ เดี๋ยวนี้รัฐบาลยังส่งเสริมให้คนลงทุนโดยให้แรงจูงใจทางภาษีมากมาย ก็ศึกษาและทำความเข้าใจกับทางเลือกเหล่านี้ไว้ก็ดีครับ ไม่เสียหลาย

นอกจากการลงทุนของเราเองแล้ว อย่าลืมนะครับว่า บางคนอาจจะมีสินทรัพย์อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคม ที่เราจ่ายเงินสมทบอยู่ทุกเดือน แต่ก็อย่าไปหวังอะไรมากนักเลยครับ เพราะพอถึงเวลาที่เราเกษียณ และต้องการเงินตรงนี้ขึ้นมาจริงๆ กองทุนเหล่านี้อาจจะไม่อยู่แล้ว หรืออาจจะไม่ได้จ่ายผลประโยชน์อย่างที่กำลังโฆษณาอยู่ก็ได้ กองทุนประกันสังคมในอเมริกา และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทบางแห่งเป็นตัวอย่างที่ดีครับ (กองทุนประกันสังคมของอเมริกา ถึงกับเขียนเตือนผู้คนไว้บนใบสรุปผลประโยชน์ประจำปีว่า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในเชิงโครงสร้างของกองทุน อีก 35 ปีกองทุน จะเหลือเงินจ่ายเงินผลประโยชน์แค่ร้อยละ 74 ของผลประโยชน์ที่จ่ายให้อยู่ในปัจจุบัน!) ก็คิดถึงความเสี่ยงตรงนี้ไว้นิดนึงนะครับ

3.รู้จักความเสี่ยง

เมื่อรู้จักทางเลือกในการลงทุนแล้ว ก็ต้องรู้จักความเสี่ยงที่มากับการลงทุนด้วย ความเสี่ยงของการลงทุน ก็คือความไม่แน่นอนทั้งหลายที่ทำให้มูลค่าของการลงทุนของเราเปลี่ยนไปจากผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้ ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยงเลย (แม้แต่การเอาเงินฝังตุ่มไว้ยังมีความเสี่ยงที่เกิดจากเงินเฟ้อ ที่ทำให้ค่าของเงินในตุ่มเราลดลงเลยครับ) เราจึงควรทำความเข้าใจถึงปัจจัยความเสี่ยงของการลงทุน ว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนจากการลงทุนของเราเปลี่ยนไปได้บ้าง ปัจจัยเสี่ยงทั่วๆ ไปที่เราควรคิดถึง ก็รวมไปถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงที่เกิดจากราคา (เช่น ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ราคาที่ดิน ฯลฯ) ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจมหภาค (เช่น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ) ความเสี่ยงทางเครดิต และความเสี่ยงทางเทคนิค (เช่น สั่งขายหุ้นแต่โบรกเกอร์ดันไปซื้อเพิ่ม)

เราอาจจะคิดง่ายๆ ว่า ผลตอบแทนที่เราได้มากขึ้นจากการลงทุนในสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็คือค่าตอบแทนในการเข้าไปถือปัจจัยเสี่ยงของสินทรัพย์ชนิดนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนเราจึงควรพิจารณาว่า สินทรัพย์ที่เรากำลังตัดสินใจเข้าไปลงทุนนั้น มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง มีระดับความเสี่ยงขนาดไหน และผลตอบแทนที่เราได้รับว่าคุ้มค่ากันหรือไม่ และเรายอมรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้หรือไม่

4.รู้จักบริหารความเสี่ยง
เมื่อเรายอมรับว่าไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยง เราก็ต้องบริหารความเสี่ยงในการลงทุนของเราให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และยอมรับได้ วิธีการลดความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง ก็คือการกระจายความเสี่ยง เพราะความมหัศจรรย์ของคณิต ศาสตร์ที่บอกว่า ถ้าผลตอบแทนของสินทรัพย์สองชนิดไม่เคลื่อนไหวขึ้นลงไปพร้อมกันตลอดเวลาแล้วละก็ (ภายใต้เงื่อนไขบางประการ) เราสามารถสร้างการลงทุนที่ดีกว่า (ในแง่ของการตัดสินใจในภาวะได้อย่างเสียอย่าง ระหว่างผลตอบแทน และความเสี่ยง) โดยการถือสินทรัพย์สองชนิดไว้พร้อมๆ กัน ฝรั่งเขาถึงบอกว่าอย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียว เพราะถ้าตะกร้าหล่นมาเมื่อไรละก็ เราจะไม่มีไข่กินเอานะสิครับ

แต่การลดความเสี่ยงโดยการกระจายความเสี่ยง ก็ลดได้แต่ความเสี่ยง "เฉพาะ" ของสินทรัพย์เท่านั้น การลงทุนทุกชนิดจะมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถลดลงได้โดยการกระจายความเสี่ยงเสมอ เราจึงต้องรู้จักปัจจัยความเสี่ยงที่การลงทุนของ เรามี และบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เรายอมรับได้

5.รู้จักตัวเอง

สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุน คือต้องรู้จักตัวเอง รู้จักเป้าหมาย และระดับการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง
อย่างที่บอกครับว่า เราควรบริหารเงินลงทุนให้มีระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสม และระดับที่เหมาะสมของนักลงทุนแต่ละคนก็ต่างกันไปครับ เช่นว่า นักลงทุนวัยละอ่อน อาจจะสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า นักลงทุนวัยดึก เพราะถึงขาดทุนไปก็ยังพอมีเวลาเอาคืนได้อยู่

นอกจากความเสี่ยงแล้ว เราควรรู้จักตัวเองว่ากระแสเงินสดในแต่ระยะช่วงเวลาของชีวิตเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น เมื่อเริ่มทำงานไปสักพัก เราอาจจะมีรายได้มากกว่ารายจ่าย (ที่จำเป็นจริงๆ) เราอาจจะรู้สึกร่ำรวยขึ้นมาผิดปกติ และอยากเอาเงินที่ได้มานั้นไปใช้ แต่เราก็ควรวางแผนการใช้เงิน โดยพิจารณาวงจรของชีวิตของตัวเอง เพราะว่าพออายุเพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นตาม แต่รายจ่ายก็อาจจะตามมาติดๆ เช่นกัน ไหนจะหาเงินแต่งงาน เงินค่านมลูก เตรียมแป๊ะเจี๊ยะลูกเข้าเตรียมอนุบาล ฯลฯ ถ้าใครเกิดมาในครอบครัวร่ำรวย พ่อยกหุ้นให้สองสามหมื่นล้าน อาจจะไม่ต้องคำนึงถึงข้อนี้มากนัก แต่ถ้าคนอื่นไม่โชคดีแบบนี้ก็น่าจะพิจารณาตรงนี้สักนิดนะครับ

พอพิจารณาศึกษาปัจจัยเหล่านี้กันได้แล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มลงมือตัดสินใจลงทุนกันเสียที ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มคิดละครับว่า เรามีเงินอยู่เท่าไร จะแบ่งเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินเท่าไร และพอจะเอาไปลงทุนได้เท่าไร พอได้เงินก้อนที่จะเอาไปลงทุนแล้ว ก็ต้องเอามาแบ่งในแต่ละ "ชั้นของสินทรัพย์" ละครับ ว่าจะเอาเงินไปลงทุนแต่ละกลุ่มอย่างไร เช่น ชั้นของสินทรัพย์ที่คนทั่วๆ ไปลงทุนก็เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หุ้นตัวใหญ่ หุ้นตัวเล็ก หุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว หุ้นในตลาดเกิดใหม่ กองทุนที่ลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติและโลหะมีค่า ฯลฯ

อย่าลืมแล้วกันครับ ว่าถ้าเราไม่มีเวลาและความสามารถในการติดตามตลาดการเงินแบบใกล้ชิด โอกาสที่เราจะทำได้ดีกว่า "ค่าเฉลี่ย" ของตลาดในระยะยาวเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย และด้วยพลังของการกระจายความเสี่ยง โดยเฉลี่ยแล้วการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายๆ ตัวในชั้นของสินทรัพย์เดียวกัน (เช่นถือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัว เช่น SET50 Index Fund) จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่า และมีความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อสินทรัพย์เป็นตัวๆ (ผมไม่ได้บอกว่าการซื้อกองทุนจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการเล่นหุ้นเป็นตัวๆ เสมอไปนะครับ ถ้าใครมีเวลา และความสามารถก็อาจจะลงทุนได้ดีกว่าตลาด ก็ได้ครับ)

ถ้าเรายึดหลักแบบนี้ การตัดสินใจการลงทุนของเรา ก็เหลือแค่การกระจายเงินลงทุนของเราลงไปในแต่ละ "ชั้นสินทรัพย์" โดยที่เราไม่ต้องมานั่งนึกว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน กี่หุ้นดี ผมว่ามันง่ายกว่ากันเยอะเลยครับ แต่ถ้าใครรู้สึกว่ามันยังยากเกิน จะไปซื้อกองทุนที่เขาออกแบบมาให้แล้ว ก็ไม่ผิดอะไร แต่อย่าลืมศึกษาก่อนลงทุนแล้วกันครับ ว่าเขาเอาเงินเราไปทำอะไรบ้าง

อย่างนี้ต้องจบแบบโฆษณาชวนเชื่อทั่วไปครับ "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน"

ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/investment/192.html

คำถาม

1. หลักในการลงทุน มีอะไรบ้าง

2. เงินออม คืออะไร

3. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนคืออะไร

08 ธันวาคม 2552

"ปัญหา" ทองราคาแพง

จัดทำโดย นางสาววรนันท์ ศรีก๊กเจริญ เลขทะเบียน 4902100526 กลุ่ม 20

โดย วินัย วงศ์สุรวัฒน์ คณะวิทยาการจัดการ AIT
(Featuring Extream Aggressor คณะ SS)


ความตื่นตระหนกของประชาชนเวลาราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ทั้งนี้ เพราะผู้คนส่วนมากมิได้มีความจำเป็นต้องใช้ทองคำในชีวิตประจำวันเหมือนอย่างที่จำเป็นต้องกินข้าวหรือซื้อน้ำมันมาเติมรถ เวลาข้าวราคาแพงหรือน้ำมันราคาขึ้น ประชาชนย่อมวิตกเพราะกลัวว่าจะขาดแคลนสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน สำหรับทองคำนั้นถ้าเกิดมันแพงขึ้นมากๆ ก็เลิกซื้อมันเสียก็ได้ คนส่วนใหญ่คงจะมิได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรมากมาย หากไม่มีสร้อยทองมาแขวนคอ หรือไม่มีทองคำแท่งมาเก็บไว้ในตู้เซฟ

ความตื่นตระหนกส่วนหนึ่งคงมาจากชาวบ้านที่พอมีอันจะกิน ชาวบ้านพวกนี้อาจรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อทองคำเก็บไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อน หรือปีก่อนตอนราคาทองยังไม่แพงขนาดนี้ ความรู้สึกดังกล่าวสะท้อนความเสียดายที่พลาดโอกาสการทำเงินจากการเก็งกำไรในราคาทองคำนั่นเอง

หากความตื่นตระหนกส่วนใหญ่เกิดจากความเสียดายของนักเก็งกำไร สังคมส่วนรวมก็คงไม่มีความจำเป็นต้องกังวลกับเรื่องราคาทองมากนัก ทั้งนี้ เพราะการเก็งกำไรนั้นไม่ใช่กิจกรรมที่เป็นประโยชน์และน่าสนับสนุนแต่อย่างใด ถ้าใครมีสตางค์เหลือเก็บ สู้เอาไปใช้ลงทุนในธุรกิจ (ไม่ว่าทางตรง เช่นการเปิดร้าน สร้างโรงงาน หรือทางอ้อม เช่นการฝากธนาคารหรือซื้อหุ้น) ยังจะเป็นประโยชน์เสียมากกว่าการเอาเงินมาเก็งกำไรในราคาทอง

อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลเรื่องราคาทองนั้น ดูเหมือนจะแผ่วงกว้างไปกว่าในหมู่นักเก็งกำไร ชาวบ้านธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำ และมิได้มีเงินเหลือเฟือเอามาใช้เก็งกำไรราคาทอง ก็ดูเหมือนว่าจะสนใจและเป็นกังวลกับราคาทองคำที่แพงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

อะไรคือต้นตอของความวิตกกังวลของชาวบ้านพวกนี้

นักวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำที่แพงขึ้นมีผลสืบเนื่องมาจากการสูญเสียความมั่นใจในค่าของเงินตรา หรือความกลัวเงินเฟ้อนั่นเอง เวลาเงินเฟ้อราคาสินค้าและบริการทุกอย่าง (อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การศึกษา ความบันเทิง ฯลฯ) ก็จะพุ่งสูงขึ้น นอกจากนั้น มูลค่าหรืออำนาจการซื้อของเงินฝากในบัญชีธนาคารก็จะลดลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน

หากผู้คนต่างกังวลกันว่า ค่าของเงินกำลังมีแนวโน้มจะลดลง ทุกคนก็จะพยายามเปลี่ยนไปออมในรูปแบบอื่นๆ คนทั่วไปเวลากลัวเงินเฟ้อ ไม่รู้จะออมในรูปแบบใดแทนเงิน มองซ้าย-มองขวาแล้ว สุดท้ายก็มักจะตัดสินใจซื้อทองเก็บไว้

สัญชาตญาณการใช้ทองเป็นเครื่องมือการเก็บออมมีรากฐานมาจากพฤติกรรม ค่านิยม และความเชื่อของคนตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ อย่างไรก็ดี หากมองกันแบบเป็นกลางแล้ว การออมในรูปทองคำก็มีความเสี่ยงไม่ต่างไปจากการลงทุนแบบอื่น เพราะราคาทองคำขึ้นอยู่กับอุปสงค์ (ความต้องการใช้ทองในอุตสาหกรรม และความนิยมของผู้คน) และอุปทาน (จำนวนเหมืองทองที่ค้นพบใหม่ และปริมาณที่ผลิตได้ในแต่ละปี)

ดังนั้น ราคาทองคำจึงมีขึ้นมีลงได้เหมือนราคาสินค้าอื่นๆ การซื้อทองเก็บไว้จึงมิได้ดีไปกว่าการเอาเงินลงทุนกับอย่างอื่น เช่น การเก็งกำไรที่ดิน-คอนโดฯ การซื้อหุ้น หรือการลงทุนในการศึกษา แต่ประการใด

ในส่วนนี้ จขกท ต้องขอแย้งว่า ความคิดในการเก็บออมในรูปทองคำ หรือโลหะมีค่าอื่นๆ จริงๆ แล้ว ทุกคนที่เก็บออมทรัพย์สิน ควรจะต้องมีทองคำในขุมทรัพย์ของแต่ละคน จะมีมากน้อย ก็เป็นอีกเรื่อง แต่ทองคำ ความสำคัญของมันอยู่ที่ เป็นทรัพย์สินที่มีการเสื่อมค่าน้อยกว่าเงินตราทุกสกุล รวมถึงมีความผันผวนน้อยกว่าเงิน และหลักทรัพย์ด้วย และ ในเวลาที่ไม่ปกติ เช่น สงคราม ทองคำ หรือโลหะที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสากลของโลก ที่มีความสำคัญมากกว่าเงิน

และความวิตกกังวลต่อราคาทองของคนหาเช้ากินค่ำ ไม่มีอะไรมากไปกว่า เขาประเมินราคาทองกับรายได้แล้วเขารู้สึกจนลงเท่านั้น (ปีก่อน เงินเดือน เดือนนึง เขาซื้อทองได้ 1 บาท แต่มาปีนี้ เงินเดือน เดือนนึง เขาซื้อทอง 2 สลึงใส่ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ) เพราะการปรับตัวของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่กระทบกับราคาสินค้าอุปโภค บริโภคอื่นๆ แต่มันไปกระทบกับความรู้สึกของเขา ด้วยวัฒนธรรมของคนไทย ว่า คนรวย ต้องใส่ทองเส้นเท่าโซ่ ในความคิดของคนหาเช้ากินค่ำ คนรวยหุ้น กับคนรวยทอง คนรวยหุ้นสำหรับเขาไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นสนใจ แต่คนรวยทอง สำหรับเขาแล้ว ถือว่ารวยจริง

ความวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่น่าเห็นใจสำหรับประชาชนตาดำๆ เป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าพวกเขาจะขยันขันแข็ง เก็บหอมรอมริบเป็นเวลานานสักเพียงใด ฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาก็อาจไม่กระเตื้องขึ้นเลย เพราะมูลค่าเงินออมที่ฝากธนาคารไว้ถูกกัดกร่อนไปอย่างรวดเร็วด้วยฤทธิ์ของเงินเฟ้อ

สิ่งที่น่าทึ่งเป็นที่สุดก็คือ หากถามประชาชนตาดำๆ เหล่านี้ว่าต้นเหตุของเงินเฟ้อมาจากไหน พวกเขาก็มักพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน หรือความโลภของนายทุน ทรรศนะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบางครั้งเส้นผมเล็กๆ ก็สามารถเอามาใช้บังภูเขาทั้งลูกได้ หากมีเทคนิคการหลอกล่อที่ถูกต้อง

ค่าของเงินถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานเหมือนกับสินค้าอื่นๆ หากปีใดเกษตรกรผลิตข้าวออกมามาก แต่ความต้องการบริโภคมิได้มากตาม ราคาข้าวก็จะตก ฉันใดก็ฉันนั้น หากมีใครสักคนพิมพ์เงินออกมามากกว่าปริมาณที่ใช้จ่ายกันตามปกติ "ราคาของเงิน" ก็จะตก ซึ่งนั่นก็คือคำจำกัดความของเงินเฟ้อนั่นเอง

ตรงนี้ จขกท. ต้องขอแย้ง เพราะความเป็นจริงแล้ว เงินเฟ้อมีที่มาจาก 2 สาเหตุ คือ เงินเฟ้อจากแรงฉุดของอุปสงค์ (Demand Pull Inflation) ซึ่งเป็นไปตามที่เจ้าของคอลัมน์ บอกไว้ ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะขาขึ้น หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงร้อนแรง นั้น จะมีการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมากขึ้น ตามความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของบุคคลแต่ละคน ดังนั้น จะมีความต้องการสินค้า หรือ อุปสงค์ต่อสินค้า มาก ในขณะที่ อุปทานของสินค้า หรือปริมาณการผลิต จะมีจำกัดกว่า เนื่อกจากเหตุผล 2 ประการ คือ 1. อุปทานระยะสั้น ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ก็คือ ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามความต้องการของผู้บริโภค 2. การเพิ่มกำลังการผลิต จะเริ่มมีปัญหาที่การจ้างงานตึงตัว (ตลาดเข้าใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มที่) ทำให้ต้นทุนการจ้างงานสูงขึ้น และเพิ่มกำลังการจ้างงานยากกว่าปกติ ซึ่งเมื่ออุปสงค์มีมากกว่าอุปทาน ในขณะที่ปริมาณการผลิตเท่าเดิม ส่วนที่เหลือของตลาดที่ต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดดุลยภาพ คือ ราคาสินค้า และนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ

เงินเฟ้อจากแรงผลักของต้นทุน (Cost Push Inflation) ซึ่งในภาวะปัจจุบันที่ เศรษฐกิจเพิ่งตกต่ำอย่างแรง และกำลังจะผงกหัวขึ้น นั้น ถ้าจะมีภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในระดับที่เป็นปัญหา (ถ้าเงินเฟ้ออ่อน จะดีกับการพัฒนาเศรษฐกิจครับ เงินเฟ้อไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด) ก็ควรจะเกิดจาก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งต้นทุนการผลิตที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจคือ น้ำมัน ครับ ซึ่งเหตุการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2551 – 2552 นี้ ไม่ได้มีตรงไหนที่เป็นความร้อนแรงทางเศรษฐกิจเลย ดังนั้นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น เป็นผลจากต้นทุนที่สูงขึ้นครับ ไม่ได้มาจากอุปสงค์

ซึ่งการเกิดเงินเฟ้อ และ เศรษฐกิจถดถอยไปพร้อมๆ กัน เรียกว่า ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ (Stagflation) ใครสักคนที่มีอำนาจในการพิมพ์เงินก็คือรัฐบาล อภิสิทธิ์ในการเสกกระดาษเป็นเงินนั้นเป็นอำนาจที่เย้ายวนและชวนให้ใช้ในทางที่ผิดเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะเงินสามารถซื้อหาคะแนนนิยมและอำนาจทางการเมืองได้ ด้วยการจับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ การประกันราคาไอ้โน่นไอ้นี่ และการสร้างความเข้มแข็งทางไอ้นั้นไอ้โน้น

รัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหนก็มักจะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับว่าปัญหาเงินเฟ้อนั้นเป็นความผิดของรัฐ วิธีหลอกล่อให้ประชาชนสับสนที่ใช้ได้ผลดีที่สุดก็คือ โยนความผิดให้กับแพะรับบาป เช่น พวกต่างชาติ (เลวๆ) หรือไม่ก็พวกนายทุน (หน้าเลือด) แน่นอนว่าคนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายถลุงเงินดังกล่าวย่อมพึงพอใจ (อย่างน้อยก็ในช่วงสั้นๆ) แต่ในไม่นานทุกคนก็ย่อมเริ่มตั้งคำถามว่ารัฐบาลเอาเงินมากมายเหล่านี้มาจากไหน คำถามดังกล่าวย่อมนำไปสู่ความลังเลสงสัยในค่าของเงินในอนาคต และก่อให้เกิดอุปสงค์พิเศษสำหรับการออมในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งก็ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นนั่นเอง เลนินเคยกล่าวไว้ว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจเสรีคือ การบ่อนทำลายระบบการเงินจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้บ่อนทำลายประเทศโดยการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเงินมักจะเป็นรัฐบาลของประเทศนั้นเอง เช่น กรณีเงินเฟ้อวิกฤตในประเทศ เยอรมนี ฮังการี และ ซิมบับเว วิธีการป้องกันมิให้นักการเมืองบ่อนทำลายระบบการเงินด้วยการพิมพ์เงินมาถลุง โดยไม่ยั้งมือนั้นมิใช่เรื่องง่าย เพราะนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาลนั้นมักคิดว่าพวกตนมีสิทธิชอบธรรมที่จะทำอะไรก็ได้ บทเรียนประวัติศาสตร์สอนว่า การประกันเสรีภาพในการทำงานของธนาคารกลางนั้น อาจช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบการเงินได้บ้าง

ในประเทศอื่นก็อาจจะทำได้ง่าย เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์เงินได้โดยไม่ต้องมีสินทรัพย์หนุนหลัง แต่ในประเทศไทย ไม่ง่ายนักในการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ เพราะเราต้องอิงกับ สินทรัพย์ที่ประเทศไทยถือครอง ได้แก่ ทองคำ เงิน US Dollar เงินตราสกุลต่างประเทศอื่นๆ เช่น ปอนด์ เยน ฟรังก์ ฯลฯ

การออกพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดแรงจูงใจในการสร้างเงินเฟ้อของรัฐบาล ทั้งนี้ เพราะหากรัฐไม่ระวังปล่อยให้เงินเฟ้อในอัตราสูง หนี้ที่รัฐกู้ประชาชนมาผ่านพันธบัตรก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงตามไปด้วย ปัจจุบันประเทศตะวันตกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ ฝรั่งเศส ต่างมีพันธบัตรรัฐบาลที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อให้นักลงทุนซื้อหากันได้แล้ว การออกพันธบัตรดังกล่าวเป็นการสร้างทางเลือกในการออมให้ประชาชนที่กลัวเงินเฟ้อ และทำให้พวกเขาไม่ต้องแห่กันไปซื้อทองเก็บไว้ในช่วงเวลาที่เกิดความหวาดระแวงในค่าของเงินตราอย่างเช่นในปัจจุบันนี้

ตามความคิดของผม ถ้ามีพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งให้ผลตอบแทนเท่ากับ ศูนย์ เพียงแต่รักษาเงินต้นเท่านั้น ผมมองว่า ควรจะมีพันธบัตรประเภทนี้อยู่ในพอร์ต เพียงไม่เกิน 10 % เท่านั้น และยังคงแนะนำให้เก็บทองคำ เมื่อราคาอ่อนตัวจากแรงขายทำกำไร ไว้ในพอร์ตอีก 10 %

ที่มา http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=211127&start=0&postdays=0&postorder=asc&highlight=&sid=1f19ee48c04ef7c449481e2197f51c5b

คำถาม

1. นักวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำที่แพงขึ้นมีผลสืบเนื่องมาจากอะไร

2. เงินเฟ้อมีที่มาจาก 2 สาเหตุ คืออะไรบ้าง

3. วิธีใดที่ช่วยลดแรงจูงใจในการสร้างเงินเฟ้อของรัฐบาล