นายเจนวัฒน์ สุวรรณวิธี เลขทะเบียน 5002100638 กลุ่ม 20
ผู้ประกอบการโลจิสติกส์ระดมพล หามาตรการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจ ชี้ภาครัฐควรหาแนวทางสนับสนุนส่งเสริม หวั่นธุรกิจไปไม่รอด เผยอาจมีแรงงานโลจิสติกส์ถูกเลิกจ้างกว่า 3 แสนราย ผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ได้ส่งผลกระทบต่อคู่ค้าสำคัญของไทยทั้งสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งติดลบมากที่สุดในรอบ 30 ปี ทั้งนี้ได้ส่งผลกระทบถึงการส่งออกของไทยที่ติดลบอย่างหนัก รวมทั้งเกิดปัญหาว่างงานครั้งใหญ่ โดยคาดการณ์ว่าอาจจะมีแรงงานโลจิสติกส์-ขนส่งว่างงานกว่า 300,000 คน จากแรงงานทั้งหมดประมาณ 3 ล้านคน
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยสายงานโลจิสติกส์ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการคมนาคมขนส่งทางบกวุฒิสภา และสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย ได้ร่วมกันจัดเสวนาผลกระทบทางเลือก...ทางรอดของผู้ประกอบการขนส่ง-โลจิสติกส์ ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจถดถอย โดยมีทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมการเสวนา
"ธุรกิจโลจิสติกส์เป็นธุรกิจที่ตกสำรวจจากรัฐบาล เพราะมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลมุ่งเน้นไปที่ภาคการผลิต การท่องเที่ยว และการเกษตร โดยธุรกิจโลจิสติกส์กลับยังไม่ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ซึ่งแรงงานด้านโลจิสติกส์ในปัจจุบันมีถึงประมาณ 3 ล้านคน จากวิกฤติเศรษฐกิจขณะนี้ตกต่ำมากกว่าที่คาดไว้ ปัจจัยเสี่ยงที่เห็นชัดเจนคือภาคการส่งออก-นำเข้าที่ติดลบอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบคือผู้ให้บริการโลจิสติกส์ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการส่งออก-นำเข้าที่หดตัวลง ที่เป็นห่วงว่าหากธุรกิจไม่สามารถอยู่รอดได้ จะส่งผลให้แรงงานด้านโลจิสติกส์อาจได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้าง ที่นับว่าน่าเป็นห่วง ดังนั้นรัฐบาลควรมีมาตรการออกมาช่วยเหลือผู้ประกอบการโลจิสติกส์ เพื่อช่วยประคองธุรกิจให้สามารถอยู่รอดได้" ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าว
"การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของภาครัฐยังไม่ตรงจุดนัก เนื่องจากมาตรการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือแรงงานที่ตกงานแล้ว ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เห็นว่ารัฐบาลควรหาทางไม่ให้แรงงานถูกปลดออกจากงานจึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและยั่งยืนกว่า" ดร.ธนิต กล่าวย้ำ
" ขณะนี้ปริมาณการส่งออกลดลงอย่างมาก ตลาดเป็นของผู้ซื้อบริการ วันนี้ธุรกิจโลจิสติกส์ส่วนใหญ่ขาดทุน ดังนั้นทุกคนต้องพยายามประคองธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงนี้ไปให้ได้ ต้องพยายามให้ขาดทุนน้อยที่สุด ทุกบริษัทต้องพยายามหายุทธวิธีให้รักษาฐานลูกค้าให้ได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ต้องยอมรับว่าอาจต้องมีบางบริษัทที่ไม่สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งผู้ที่สามารถอยู่รอดได้ในสภาวการณ์เช่นนี้คือผู้ที่แข็งแรงที่สุด แต่หากเหตุการณ์ยังไม่ดีขึ้นเชื่อว่าต้องมีอีกหลายบริษัทที่ล้มหายตายจากไปอย่างแน่นอน" คุณสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย และในฐานะนายกสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กล่าว
จากการเสวนาระดมความคิดเห็นผู้ประกอบการโลจิสติกส์ได้ข้อสรุปร่วมกันที่จะเสนอ 6 แนวทาง เพื่อให้ภาครัฐช่วยเหลือผู้ประกอบการโลจิสติกส์ที่ได้รับผลกระทบวิกฤติเศรษฐกิจ ได้แก่
1. ให้รัฐบาลจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการโลจิสติกส์ในวงเงิน 20,000 ล้านบาท
2. ขอให้ออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระเอกชน เช่น ลดค่าภาระท่าเรือ ท่าอากาศยาน ค่าธรรม ค่าล่วงเวลา เป็นต้น
3. ขอให้ลดค่าเช่าสถานประกอบการในพื้นที่ปลอดอากรของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
4. ปรับลดค่าสัมปทานสถานีขนส่งสินค้าไอซีดีลาดกระบัง
5. เสนอให้ภาครัฐมีมาตรการให้สถาบันการเงินปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ให้ผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ และ
6. ให้ภาครัฐจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ตกงานจากภาคขนส่ง-โลจิสติกส์
ทั้งนี้ ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อผู้ประกอบการในภาคโลจิสติกส์ส่งผลให้ภาคการส่งขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ ปัจจุบันปริมาณการขนส่งผ่านทางท่าเรือแหลมฉบังที่เป็นสินค้าส่งออกในเดือนมกราคม 2552 ลดลง 29.3% และกุมภาพันธ์ ลดลง 20% สินค้านำเข้าลดลง 33.4% และ 41.2% ตามลำดับ โดยมีแรงงานที่อยู่ในภาคนี้ 50,000 คน ไม่รวมแรงงานที่ทำงานอยู่ในท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรือกรุงเทพและท่าเรืออื่นๆ (ตัวเลขของท่าเรือแหลมฉบังในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีสินค้าลดลงประมาณ 200,000 TEU หรือลดลงร้อยละ 12 และท่าเรือคลองเตยตู้สินค้าลดลง 20%)
ทางสมาคมเจ้าของเรือระหว่างประเทศ ได้แจ้งว่าผลของเศรษฐกิจถดถอยส่งผลต่อการลดจำนวนสินค้าร้อยละ 30-40 มีสายการเดินเรือหยุดให้บริการอย่างน้อย 3 ราย มีเรือสินค้าจำนวนประมาณ 300-400 ลำ จอดลอยลำที่ประเทศสิงคโปร์ และต้องนำตู้คอนเทนเนอร์เปล่าไปฝากไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบังจำนวนมาก อาจส่งผลต่อการเลิกจ้างแรงงาน 10-15% (ให้ข้อมูลโดย : สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) สมาคมเจ้าของและตัวแทนเรือกรุงเทพ (BSAA) การท่าเรือแหลมฉบัง และการท่าเรือกรุงเทพฯ)
โดยภาคการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศนั้น เดือนมกราคม ปริมาณการส่งออกทางอากาศลดลง 29.19% และเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 20.16% โดยการนำเข้าลดลง 36.5% และเดือนกุมภาพันธ์ 33.93% ตามลำดับ โดยมีแรงงานอยู่ในภาคนี้ 30,000 คน ไม่รวมแรงงานที่อยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิ โดยปัจจุบัน "Cargoes" เป็นรายได้ของธุรกิจการบินประมาณ ร้อยละ 50 ซึ่งการที่จำนวนสินค้าขนส่งทางอากาศลดลงส่งผลต่อธุรกิจต่อเนื่อง เช่น คลังสินค้าการบินไทย ซึ่งปริมาณงาน 2 เดือนแรกของปีนี้ลดลงประมาณ 40% (ให้ข้อมูลโดย: สมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าทางอากาศไทย (TAFA) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และ คลังสินค้าการบินไทย)
ในส่วนของภาคการขนส่งทางบกนั้น พบว่า เดือนมกราคม 2552 ปริมาณการขนส่งในประเทศ สำหรับสินค้าส่งออก เดือนมกราคม 2552 ลดลง 30.3% และในเดือนกุมภาพันธ์ลดลง 29.6% สำหรับสินค้านำเข้าเดือนมกราคมลดลง 40.2% เดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 44.5% นอกจากนี้ การขนส่งที่ให้บริการภายในประเทศ เดือนมกราคม ลดลง 26.5% และเดือนกุมภาพันธ์ ลดลง 25.5% โดยมีแรงงานที่เป็นคนขับรถอยู่ในภาคนี้ 740,000 คน โดยตัวเลขนี้ไม่รวมแรงงานติดรถและแรงงานขนถ่ายขึ้น-ลง จากรถ ซึ่งคาดว่าจะมีแรงงาน รวมทั้งหมดอยู่ในภาคขนส่งจำนวน 1.5-2.0 ล้านคน ผลของวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลให้ปัจจุบันปริมาณรถบรรทุกที่หยุดวิ่งแล้วประมาณ 200,000 - 250,000 คัน
สำหรับภาคธุรกิจให้บริการออกของ-ชิปปิ้ง ซึ่งเป็นธุรกิจที่ให้บริการในการนำสินค้าผ่านพิธีการศุลกากรเข้าและออก และให้บริการในการเคลียร์สินค้าจากท่าเรือ-สนามบิน และด่านชายแดน ซึ่งในเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปริมาณใบขนสินค้านำเข้าและส่งออก ลดลง 35.5% ถึง 40% ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณภาคการขนส่งที่ลดลง และสอดคล้องกับตัวเลขรายได้จากการจัดเก็บภาษีของศุลกากรที่ติดลบ 13.5% และภาษีสรรพสามิตลดลง 21.9% โดยมีปริมาณแรงงานของภาคนี้ประมาณ 50,000-60,000 คน ไม่รวมแรงงานขนถ่ายย้ายสินค้า ทั้งในคลังสินค้า ท่าเรือ และท่าอากาศยาน (ให้ข้อมูลโดย :สมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย และสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย)
นอกจากผู้ประกอบการเอกชนจะต้องเร่งพัฒนาองค์กร ปรับกลยุทธ์ให้มีความแข็งแกร่งเพื่อผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปให้ได้แล้ว ภาครัฐเองนับว่าเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนส่งเสริม ให้ธุรกิจโลจิสติกส์สามารถอยู่รอดได้
03 กุมภาพันธ์ 2553
30 มกราคม 2553
เทคนิคการลงทุนใน "หุ้นปันผล"
นายเจนวัฒน์ สุวรรณวิธี เลขทะเบียน 5002100638 กลุ่มที่ 20
การลงทุนในหุ้นมีหลายวิธี ที่โด่งดังในประเทศไทยหลักๆ ก็มีอยู่สองแนวทางคือ วีไอ (value investment) ซึ่งมี role model ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากหลายคนเลยทีเดียว และอีกแนวทางคือ วีเอส (value speculations) ซึ่งเข้าใจว่า คุณ "อยากเชือก" แห่งห้องสินธร เป็นผู้บัญญัติไว้ คือการเก็งกำไรหุ้นจากส่วนต่างราคา
ทั้งวีไอและวีเอสที่ได้ผลตอบแทนสูงมากๆ ในตลาดไทย ปกติจะเน้นหุ้นเติบโตสูงเป็นหลัก โดยเน้นการเข้าไปซื้อหุ้นที่ (คาดว่า) จะอนาคตดีถึงดีมาก ในราคาที่ค่อนข้างต่ำ และไปขายตอนข่าวดีออกมากๆ มีรายย่อยเข้าไปตามเยอะๆ ซึ่งวิธีนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า ได้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงมาก บางคนได้ถึง 100 - 200% ต่อปีเลยทีเดียว
สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างวีไอและวีเอส น่าจะเป็นวิธีการในการคัดหุ้นเหล่านั้น วีไอจะเน้นการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของหุ้น เช่ ผลประกอบการ กำไร ศักยภาพทางธุรกิจ โอกาสเติบโต และส่วนมากจะเน้นการเข้าไปคุยกับเจ้าของกิจการเพื่อเจาะข้อมูลในเชิงลึก ส่วนวีเอสจะเน้นสัญญาณทาง technical analysis เพื่อจับทางว่า มีการสะสมหุ้นของรายใหญ่เป็นจำนวนมาก เพื่อขับดันราคาหุ้นหรือไม่ แล้วเข้าไปร่วมวงไพบูลย์ก่อนหุ้นจะออกตัวหรือออกตัวไปได้หน่อยนึงแล้ว
จึงเป็นแปลกที่วีไอและวีเอสจะเล่นหุ้นตัวเดียวกันบ่อยๆ
แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ทำงานประจำอื่นๆ อยู่นั้น พื้นฐานก็ไม่เก่ง เทคนิกก็ไม่เอาถ่าน การลงทุนให้ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นนั้น ดูเหมือนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว เพราะการจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะในด้านใด ต้องทุ่มเวลา พลังงาน ความคิด และแรงกายเป็นอย่างมาก ไม่ใช่นั่งเฉยๆ แล้วก็จะได้มา
จริงๆ แล้ว สำหรับปุถุชน การจะได้ผลตอบแทนที่ "พอใช้ได้" จากหุ้นนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องยากและต้องทุ่มเทอะไรมากมายเลย แต่ต้องการความอดทนและวินัยการลงทุนที่เคร่งครัดเป็นหลักเท่านั้นเอง
การลงทุนในหุ้นปันผล เป็นวิธีการง่ายๆ วิธีการหนึ่ง ที่จะสามารถเอาชนะตลาดและเงินเฟ้อได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็มีข้อควรระวังพอสมควร ไม่ใช่ว่าซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้
การลงทุนในหุ้นมีหลายวิธี ที่โด่งดังในประเทศไทยหลักๆ ก็มีอยู่สองแนวทางคือ วีไอ (value investment) ซึ่งมี role model ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากหลายคนเลยทีเดียว และอีกแนวทางคือ วีเอส (value speculations) ซึ่งเข้าใจว่า คุณ "อยากเชือก" แห่งห้องสินธร เป็นผู้บัญญัติไว้ คือการเก็งกำไรหุ้นจากส่วนต่างราคา
ทั้งวีไอและวีเอสที่ได้ผลตอบแทนสูงมากๆ ในตลาดไทย ปกติจะเน้นหุ้นเติบโตสูงเป็นหลัก โดยเน้นการเข้าไปซื้อหุ้นที่ (คาดว่า) จะอนาคตดีถึงดีมาก ในราคาที่ค่อนข้างต่ำ และไปขายตอนข่าวดีออกมากๆ มีรายย่อยเข้าไปตามเยอะๆ ซึ่งวิธีนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า ได้ผลตอบแทนค่อนข้างสูงมาก บางคนได้ถึง 100 - 200% ต่อปีเลยทีเดียว
สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างวีไอและวีเอส น่าจะเป็นวิธีการในการคัดหุ้นเหล่านั้น วีไอจะเน้นการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของหุ้น เช่ ผลประกอบการ กำไร ศักยภาพทางธุรกิจ โอกาสเติบโต และส่วนมากจะเน้นการเข้าไปคุยกับเจ้าของกิจการเพื่อเจาะข้อมูลในเชิงลึก ส่วนวีเอสจะเน้นสัญญาณทาง technical analysis เพื่อจับทางว่า มีการสะสมหุ้นของรายใหญ่เป็นจำนวนมาก เพื่อขับดันราคาหุ้นหรือไม่ แล้วเข้าไปร่วมวงไพบูลย์ก่อนหุ้นจะออกตัวหรือออกตัวไปได้หน่อยนึงแล้ว
จึงเป็นแปลกที่วีไอและวีเอสจะเล่นหุ้นตัวเดียวกันบ่อยๆ
แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ ที่ทำงานประจำอื่นๆ อยู่นั้น พื้นฐานก็ไม่เก่ง เทคนิกก็ไม่เอาถ่าน การลงทุนให้ประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นนั้น ดูเหมือนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยทีเดียว เพราะการจะประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะในด้านใด ต้องทุ่มเวลา พลังงาน ความคิด และแรงกายเป็นอย่างมาก ไม่ใช่นั่งเฉยๆ แล้วก็จะได้มา
จริงๆ แล้ว สำหรับปุถุชน การจะได้ผลตอบแทนที่ "พอใช้ได้" จากหุ้นนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องยากและต้องทุ่มเทอะไรมากมายเลย แต่ต้องการความอดทนและวินัยการลงทุนที่เคร่งครัดเป็นหลักเท่านั้นเอง
การลงทุนในหุ้นปันผล เป็นวิธีการง่ายๆ วิธีการหนึ่ง ที่จะสามารถเอาชนะตลาดและเงินเฟ้อได้อย่างเด็ดขาด แต่ก็มีข้อควรระวังพอสมควร ไม่ใช่ว่าซื้อหุ้นตัวไหนก็ได้
20 มกราคม 2553
กสิกรไทยเผยไตรมาส4กำไรพุ่ง3.67พันล้าน
จัดทำโดยนายพรชัย เต่งศิริธรรม เลขทะเบียน 5002100253 กลุ่มที่ 20
แบงก์กสิกรไทยเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ของปี"52 กำไรพุ่ง 3.67 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2.78 พันล้านบาท
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า ผลประกอบการ (รวมบริษัทย่อย) งวดไตรมาส 4 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 สรุปได้ดังนี้ ในไตรมาส 4 ของปี 2552 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 3,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 2,789 ล้านบาท
ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2552 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 14,891 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 15,333 ล้านบาท
คำถาม
1. ธนาคารกสิกรไทยเผยผลการดำเนินงานไตรมาสที่เท่าไร
2. ธนาคารกสิกรไทยมีผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้เท่าไร
3. ธนาคารกสิกรไทยมีผลการดำเนินงานในปี2552 เท่าไร
ที่มา; http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20100120/96287/กสิกรไทยเผยไตรมาส4กำไรพุ่ง3.67พันล้าน.html
แบงก์กสิกรไทยเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 4 ของปี"52 กำไรพุ่ง 3.67 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 2.78 พันล้านบาท
ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) แจ้งว่า ผลประกอบการ (รวมบริษัทย่อย) งวดไตรมาส 4 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2552 สรุปได้ดังนี้ ในไตรมาส 4 ของปี 2552 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 3,667 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 2,789 ล้านบาท
ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2552 บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิ 14,891 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 15,333 ล้านบาท
คำถาม
1. ธนาคารกสิกรไทยเผยผลการดำเนินงานไตรมาสที่เท่าไร
2. ธนาคารกสิกรไทยมีผลการดำเนินงานในไตรมาสนี้เท่าไร
3. ธนาคารกสิกรไทยมีผลการดำเนินงานในปี2552 เท่าไร
ที่มา; http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/finance/20100120/96287/กสิกรไทยเผยไตรมาส4กำไรพุ่ง3.67พันล้าน.html
11 มกราคม 2553
'ทหารไทย' ก้าวสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลง
จัดทำโดยนายพรชัย เต่งศิริธรรม เลขทะเบียน 5002100253 กลุ่มที่ 20
ทุนท่วมหัว (435,287 ล้านบาท) แต่เอาตัวไม่รอด นั่นคือ ธนาคารทหารไทยในอดีต แต่ทหารไทยในยุคปีขาล กำลังจะสวมวิญญาณ "เสือ" เปิดเกมรุกอย่างดุดัน ภายใต้เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไม่ต่ำกว่า "สองเท่า" ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)
"ลดทุน-ล้างขาดทุนสะสม" (90,937 ล้านบาท) เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กำลังจะเป็น เทิร์นนิ่ง พ้อยท์ สำคัญที่สุดของธนาคารทหารไทย และจะเป็นจุด เทิร์นอะราวด์ ของหุ้น TMB ที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้
ธนาคารที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเป็น "อันดับหก" ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยแห่งนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์คือข่าวการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น TMB ของ ไอเอ็นจี กรุ๊ป จะถูกนำมาเติมเชื้อไฟสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับราคาหุ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นการลดทุน-ล้างขาดทุนสะสม และเปิดทางให้ไอเอ็นจี กรุ๊ปเข้ามาถือหุ้นเพิ่ม ภาครัฐจะมีส่วนได้เสีย อีกทั้งยังอาจเปิดช่องทางผลประโยชน์จากข่าว "อินไซด์เทรดดิ้ง" เช่นที่เคยเกิดกับหุ้นธนาคารสินเอเซีย และหุ้นธนาคารนครหลวงไทย
"คาดว่าปี 2552 สินเชื่อรวมของเราน่าจะติดลบ 10%" บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ยอมรับกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek
เขาบอกว่าสาเหตุที่ปล่อยสินเชื่อได้ "ต่ำที่สุด" ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยเป็นเพราะธนาคารได้ปรับโครงสร้างการบริหารภายในส่วนของผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (RM) ตั้งแต่เดือนมีนาคม และต้องใช้เวลาอีก 3-4 เดือนเพื่อการทำความรู้จักลูกค้าใหม่ ทำให้การปล่อยสินเชื่อต้องหยุดชะงัก ประกอบกับช่วงปีที่ผ่านมาภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ
"ถึงสินเชื่อจะหดตัวแต่กำไรสุทธิงวด 9 เดือนทำได้ 1,355 ล้านบาท ถือว่าทำได้ตามเป้า และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 สินเชื่อเราเริ่มกลับมาอยู่ในทิศทางที่ควรจะเป็นแล้ว"
บุญทักษ์ ว่าต่อภาพที่คนภายนอกมองว่าธนาคารทหารไทยประกอบไปด้วยพนักงานที่มาจากหลากหลายองค์กร (บุญทักษ์และทีมงานบางส่วนมาจากธนาคารกสิกรไทย) ทำให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่เข้ากันไม่ได้นั้น ประเด็นนี้ "ไม่สำคัญ" สิ่งสำคัญกว่าตอนนี้คือพนักงานทุกคนเข้าใจหน้าที่ของตัวเองและมีการประเมินผลงานที่ชัดเจน
"ถึงตอนนี้การวางโครงสร้างเรื่องหน้าที่ของพนักงานได้จบลงแล้ว จากนี้ไปจะค่อยๆ หลอมวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียวกัน"
การเข้ามาของบุญทักษ์เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2551 เขาได้ประกาศวิสัยทัศน์ก้าวขึ้นเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยชั้นนำในอนาคตด้วยกลยุทธ์มุ่งสร้างการเติบโตโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และเมื่อปีที่ผ่านมาได้ปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่โดยแยกส่วนของ Back Office ออกจากสาขามาอยู่ที่ส่วนกลางทำให้พนักงานมุ่งเน้นที่งาน "ขาย" ได้เต็มที่ และให้บริการได้รวดเร็วขึ้น ในปี 2553 ยังวางแผนเพิ่มพนักงานสาขาขึ้นอีก 300-400 คน
ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่บุญทักษ์บอกอีกว่า การรุกของทีเอ็มบีนับจากนี้จะใช้ผลิตภัณฑ์เงินฝากเป็น "เรือธง" ในการดึงดูดลูกค้า แนวคิดนี้เชื่อว่าเดินมาถูกทางแน่นอนสังเกตุได้จากการออกผลิตภัณฑ์ที่ไม่คิดค่าธรรมเนียม (เช่น บัตรเดบิต TMB No Limit กด ATM ฟรีค่าธรรมเนียม) ทำให้ลูกค้ายอมรับแบรนด์ทีเอ็มบีเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี
"เราสามารถดึงเงินฝากที่มีคุณภาพเช่นออมทรัพย์และกระแสรายวันให้มีสัดส่วน 50% ของเงินฝากทั้งหมดได้จากก่อนหน้านี้มีเพียง 30% และเราจะคงตัวเลขนี้ไว้เพื่อลดต้นทุนการเงินให้ต่ำที่สุด"
แม้จะเลือกใช้กลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าด้วยการยอมเฉือนกำไร (ฟรีค่าธรรมเนียม) แต่เป็นเพียงบางกลุ่มไม่ใช่ทั้งหมด ธนาคารยังมีเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากปัจจุบัน 30% เพิ่มเป็น 35% ของรายได้รวม โดยจะมาจากการขายประกันชีวิต กองทุนรวม และสินเชื่อบุคคลซึ่งมีทิศทางการเติบโตที่ดีมาก
ด้านงบการตลาดที่ถูกมองว่า "ปูพรม" อย่างหนักจะเข้าตำราตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่นั้น ผู้บริหารหมายเลขหนึ่งธนาคารทหารไทย ชี้แจงว่า ถ้าเทียบกับไซส์ธุรกิจของธนาคารก็ถือว่าพอดี สาเหตุจริงๆ ที่ต้นทุนดำเนินงาน (Cost to Income Ratio) สูงถึง 75% ส่วนหนึ่งเพราะปีที่ผ่านมามีค่าใช้จ่ายเรื่องเออรี่รีไทร์พนักงาน และการสร้างรายได้ที่ยังไม่สมดุลกับจำนวนพนักงาน แต่ภาพรวมยังสามารถคุม Fix Cost (ต้นทุนคงที่) ไว้ได้
ในปี 2553 ตัวเลข Cost to Income Ratio จะต้องเหลือ 70% และในระยะยาวจะต้องลดลงมาอยู่ที่ 50% เท่ากับระบบ วิธีการก็คือ การเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นและควบคุมต้นทุนให้อยู่คงที่
สำหรับแผนธุรกิจในปี 2553 บุญทักษ์ ฉายภาพให้เห็นว่าตั้งความหวังไว้ที่ "สินเชื่อเอสเอ็มอี" น่าจะเติบโตมากที่สุดจะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และเตรียมให้บริการ Supply Chain Management ด้วยสินเชื่อแฟคตอริ่งเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ส่วนสินเชื่อคอร์ปอเรท (ธุรกิจรายใหญ่) คงหวังพึ่งสินเชื่อหมุนเวียนเป็นหลัก เพราะปัญหามาบตาพุดยังกดดันบริษัทขนาดใหญ่ชะลอแผนการลงทุนระยะยาว
ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยปีนี้อาจจะไม่เติบโตหวือหวาเพราะต้องลงทุนด้านจัดเก็บข้อมูลลูกค้าและรูปแบบการให้บริการใหม่ แต่เป้าหมายระยะ 5 ปีข้างหน้าจะปรับสัดส่วนรายได้จากธุรกิจรายย่อยขึ้นมาอยู่ที่ 40% เอสเอ็มอี 30-40% และที่เหลือเป็นสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่
อย่างไรก็ตาม ทิศทางการเติบโตของธนาคารทหารไทยในปี 2553 บุญทักษ์ ย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ธนาคารจะตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตแบบ Aggressive (เชิงรุก) คือ "มากกว่าสองเท่าของจีดีพี" โดยธนาคารคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะโตได้ 3.2% ขณะที่ธนาคารอื่นขอโตไม่เกินหนึ่งเท่าครึ่ง เพราะเหตุว่าปี 2552 สินเชื่อของทหารไทยติดลบมากกว่าเจ้าอื่นจึงถือว่าโตจากฐานที่ต่ำกว่า
“สินเชื่อใหม่ในปี 2553 เราตั้งเป้าต้องเติบโต 8-10% คิดเป็นเม็ดเงิน 30,000-40,000 ล้านบาท”
ทางด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในปีนี้ยังมองหาโอกาสที่จะขาย NPL และ NPA ออกไป และหาทางเพิ่มสินเชื่อใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามา จากปัจจุบันมีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 13% สูงที่สุดในอุตสาหกรรม เป้าระยะต่อไปเอ็นพีแอลของทหารไทยจะต้องเหลือ "เลขตัวเดียว"
ซีอีโอ ธนาคารทหารไทย ให้ความเชื่อมั่นผู้ถือหุ้นว่าธนาคารกำลังเดินทางมาถึงจุดของการเปลี่ยนแปลง และขณะนี้คือก้าวของการผลัดเปลี่ยน เรื่องของผู้ถือหุ้นและผลกำไรจะต้องเดินไปพร้อมกัน
“ภายใน 3 ปีข้างหน้า ROE ของธนาคารทหารไทยจะต้องอยู่ที่ 10% ตามการเติบโตของธุรกิจ" นี่คือเป้าหมายสุดท้าทายของ บุญทักษ์ หวังเจริญ และเป็นก้าวสำคัญแห่งการหลุดพ้นจากยุคตกต่ำที่แสนยาวนาน...ธนาคารทหารไทยยักษ์หลับที่รอวันตื่น!!
คำถาม
1. ทุนท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด เป็นคำที่เปรียบเทียบธนาคารใด ในอดีต
2. ธนาคารทหารไทยตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไม่ต่ำกว่า กี่เท่า ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)
3. ธนาคารที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเป็น "อันดับหก" ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทย คือธนาคารใด
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/investment/20100111/94580/ทหารไทย-ก้าวสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลง.html
ทุนท่วมหัว (435,287 ล้านบาท) แต่เอาตัวไม่รอด นั่นคือ ธนาคารทหารไทยในอดีต แต่ทหารไทยในยุคปีขาล กำลังจะสวมวิญญาณ "เสือ" เปิดเกมรุกอย่างดุดัน ภายใต้เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไม่ต่ำกว่า "สองเท่า" ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)
"ลดทุน-ล้างขาดทุนสะสม" (90,937 ล้านบาท) เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่กำลังจะเป็น เทิร์นนิ่ง พ้อยท์ สำคัญที่สุดของธนาคารทหารไทย และจะเป็นจุด เทิร์นอะราวด์ ของหุ้น TMB ที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้
ธนาคารที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเป็น "อันดับหก" ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยแห่งนี้ ยังมีอีกหนึ่งไฮไลท์คือข่าวการเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้น TMB ของ ไอเอ็นจี กรุ๊ป จะถูกนำมาเติมเชื้อไฟสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับราคาหุ้น และปฏิเสธไม่ได้ว่าประเด็นการลดทุน-ล้างขาดทุนสะสม และเปิดทางให้ไอเอ็นจี กรุ๊ปเข้ามาถือหุ้นเพิ่ม ภาครัฐจะมีส่วนได้เสีย อีกทั้งยังอาจเปิดช่องทางผลประโยชน์จากข่าว "อินไซด์เทรดดิ้ง" เช่นที่เคยเกิดกับหุ้นธนาคารสินเอเซีย และหุ้นธนาคารนครหลวงไทย
"คาดว่าปี 2552 สินเชื่อรวมของเราน่าจะติดลบ 10%" บุญทักษ์ หวังเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ยอมรับกับกรุงเทพธุรกิจ BizWeek
เขาบอกว่าสาเหตุที่ปล่อยสินเชื่อได้ "ต่ำที่สุด" ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยเป็นเพราะธนาคารได้ปรับโครงสร้างการบริหารภายในส่วนของผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (RM) ตั้งแต่เดือนมีนาคม และต้องใช้เวลาอีก 3-4 เดือนเพื่อการทำความรู้จักลูกค้าใหม่ ทำให้การปล่อยสินเชื่อต้องหยุดชะงัก ประกอบกับช่วงปีที่ผ่านมาภาวะเศรษฐกิจไม่เป็นใจ
"ถึงสินเชื่อจะหดตัวแต่กำไรสุทธิงวด 9 เดือนทำได้ 1,355 ล้านบาท ถือว่าทำได้ตามเป้า และตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2552 สินเชื่อเราเริ่มกลับมาอยู่ในทิศทางที่ควรจะเป็นแล้ว"
บุญทักษ์ ว่าต่อภาพที่คนภายนอกมองว่าธนาคารทหารไทยประกอบไปด้วยพนักงานที่มาจากหลากหลายองค์กร (บุญทักษ์และทีมงานบางส่วนมาจากธนาคารกสิกรไทย) ทำให้เกิดความขัดแย้งในการทำงานและวัฒนธรรมองค์กรที่เข้ากันไม่ได้นั้น ประเด็นนี้ "ไม่สำคัญ" สิ่งสำคัญกว่าตอนนี้คือพนักงานทุกคนเข้าใจหน้าที่ของตัวเองและมีการประเมินผลงานที่ชัดเจน
"ถึงตอนนี้การวางโครงสร้างเรื่องหน้าที่ของพนักงานได้จบลงแล้ว จากนี้ไปจะค่อยๆ หลอมวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นหนึ่งเดียวกัน"
การเข้ามาของบุญทักษ์เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2551 เขาได้ประกาศวิสัยทัศน์ก้าวขึ้นเป็นธนาคารพาณิชย์ไทยชั้นนำในอนาคตด้วยกลยุทธ์มุ่งสร้างการเติบโตโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และเมื่อปีที่ผ่านมาได้ปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่โดยแยกส่วนของ Back Office ออกจากสาขามาอยู่ที่ส่วนกลางทำให้พนักงานมุ่งเน้นที่งาน "ขาย" ได้เต็มที่ และให้บริการได้รวดเร็วขึ้น ในปี 2553 ยังวางแผนเพิ่มพนักงานสาขาขึ้นอีก 300-400 คน
ภายใต้ยุทธศาสตร์ใหม่บุญทักษ์บอกอีกว่า การรุกของทีเอ็มบีนับจากนี้จะใช้ผลิตภัณฑ์เงินฝากเป็น "เรือธง" ในการดึงดูดลูกค้า แนวคิดนี้เชื่อว่าเดินมาถูกทางแน่นอนสังเกตุได้จากการออกผลิตภัณฑ์ที่ไม่คิดค่าธรรมเนียม (เช่น บัตรเดบิต TMB No Limit กด ATM ฟรีค่าธรรมเนียม) ทำให้ลูกค้ายอมรับแบรนด์ทีเอ็มบีเพิ่มขึ้นอย่างมากภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปี
"เราสามารถดึงเงินฝากที่มีคุณภาพเช่นออมทรัพย์และกระแสรายวันให้มีสัดส่วน 50% ของเงินฝากทั้งหมดได้จากก่อนหน้านี้มีเพียง 30% และเราจะคงตัวเลขนี้ไว้เพื่อลดต้นทุนการเงินให้ต่ำที่สุด"
แม้จะเลือกใช้กลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าด้วยการยอมเฉือนกำไร (ฟรีค่าธรรมเนียม) แต่เป็นเพียงบางกลุ่มไม่ใช่ทั้งหมด ธนาคารยังมีเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากปัจจุบัน 30% เพิ่มเป็น 35% ของรายได้รวม โดยจะมาจากการขายประกันชีวิต กองทุนรวม และสินเชื่อบุคคลซึ่งมีทิศทางการเติบโตที่ดีมาก
ด้านงบการตลาดที่ถูกมองว่า "ปูพรม" อย่างหนักจะเข้าตำราตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่นั้น ผู้บริหารหมายเลขหนึ่งธนาคารทหารไทย ชี้แจงว่า ถ้าเทียบกับไซส์ธุรกิจของธนาคารก็ถือว่าพอดี สาเหตุจริงๆ ที่ต้นทุนดำเนินงาน (Cost to Income Ratio) สูงถึง 75% ส่วนหนึ่งเพราะปีที่ผ่านมามีค่าใช้จ่ายเรื่องเออรี่รีไทร์พนักงาน และการสร้างรายได้ที่ยังไม่สมดุลกับจำนวนพนักงาน แต่ภาพรวมยังสามารถคุม Fix Cost (ต้นทุนคงที่) ไว้ได้
ในปี 2553 ตัวเลข Cost to Income Ratio จะต้องเหลือ 70% และในระยะยาวจะต้องลดลงมาอยู่ที่ 50% เท่ากับระบบ วิธีการก็คือ การเพิ่มรายได้ให้มากขึ้นและควบคุมต้นทุนให้อยู่คงที่
สำหรับแผนธุรกิจในปี 2553 บุญทักษ์ ฉายภาพให้เห็นว่าตั้งความหวังไว้ที่ "สินเชื่อเอสเอ็มอี" น่าจะเติบโตมากที่สุดจะมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่และเตรียมให้บริการ Supply Chain Management ด้วยสินเชื่อแฟคตอริ่งเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ส่วนสินเชื่อคอร์ปอเรท (ธุรกิจรายใหญ่) คงหวังพึ่งสินเชื่อหมุนเวียนเป็นหลัก เพราะปัญหามาบตาพุดยังกดดันบริษัทขนาดใหญ่ชะลอแผนการลงทุนระยะยาว
ในส่วนของสินเชื่อรายย่อยปีนี้อาจจะไม่เติบโตหวือหวาเพราะต้องลงทุนด้านจัดเก็บข้อมูลลูกค้าและรูปแบบการให้บริการใหม่ แต่เป้าหมายระยะ 5 ปีข้างหน้าจะปรับสัดส่วนรายได้จากธุรกิจรายย่อยขึ้นมาอยู่ที่ 40% เอสเอ็มอี 30-40% และที่เหลือเป็นสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่
อย่างไรก็ตาม ทิศทางการเติบโตของธนาคารทหารไทยในปี 2553 บุญทักษ์ ย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ธนาคารจะตั้งเป้าสินเชื่อเติบโตแบบ Aggressive (เชิงรุก) คือ "มากกว่าสองเท่าของจีดีพี" โดยธนาคารคาดการณ์ว่าจีดีพีปีนี้จะโตได้ 3.2% ขณะที่ธนาคารอื่นขอโตไม่เกินหนึ่งเท่าครึ่ง เพราะเหตุว่าปี 2552 สินเชื่อของทหารไทยติดลบมากกว่าเจ้าอื่นจึงถือว่าโตจากฐานที่ต่ำกว่า
“สินเชื่อใหม่ในปี 2553 เราตั้งเป้าต้องเติบโต 8-10% คิดเป็นเม็ดเงิน 30,000-40,000 ล้านบาท”
ทางด้านหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ในปีนี้ยังมองหาโอกาสที่จะขาย NPL และ NPA ออกไป และหาทางเพิ่มสินเชื่อใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามา จากปัจจุบันมีเอ็นพีแอลอยู่ที่ 13% สูงที่สุดในอุตสาหกรรม เป้าระยะต่อไปเอ็นพีแอลของทหารไทยจะต้องเหลือ "เลขตัวเดียว"
ซีอีโอ ธนาคารทหารไทย ให้ความเชื่อมั่นผู้ถือหุ้นว่าธนาคารกำลังเดินทางมาถึงจุดของการเปลี่ยนแปลง และขณะนี้คือก้าวของการผลัดเปลี่ยน เรื่องของผู้ถือหุ้นและผลกำไรจะต้องเดินไปพร้อมกัน
“ภายใน 3 ปีข้างหน้า ROE ของธนาคารทหารไทยจะต้องอยู่ที่ 10% ตามการเติบโตของธุรกิจ" นี่คือเป้าหมายสุดท้าทายของ บุญทักษ์ หวังเจริญ และเป็นก้าวสำคัญแห่งการหลุดพ้นจากยุคตกต่ำที่แสนยาวนาน...ธนาคารทหารไทยยักษ์หลับที่รอวันตื่น!!
คำถาม
1. ทุนท่วมหัว แต่เอาตัวไม่รอด เป็นคำที่เปรียบเทียบธนาคารใด ในอดีต
2. ธนาคารทหารไทยตั้งเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อไม่ต่ำกว่า กี่เท่า ของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี)
3. ธนาคารที่มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิเป็น "อันดับหก" ในระบบธนาคารพาณิชย์ของไทย คือธนาคารใด
ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/investment/20100111/94580/ทหารไทย-ก้าวสำคัญแห่งการเปลี่ยนแปลง.html
บีโอไอสรุปยอดขอส่งเสริมการลงทุนภาคอีสานในปี 52 อนุมัติ 74 โครงการ เงินลงทุนแตะ 1.1 หมื่นล้านบาท ไฟฟ้า-พลังงานทดแทนมาเป็นอันดับ 1
จัดทำโดย นายพรชัย เต่งศิริธรรม เลขทะเบียน 5002100253 กลุ่มที่ 20
นายสุวิชช์ ฉั่ววิเชียร ผอ.ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 2 นครราชสีมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้สรุปภาวะการลงทุนภาคอีสานในปี 52 ว่า ในปีที่ผ่านมามีโครงการที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนรวม 74 โครงการ เงินลงทุน 11,334 ล้านบาท การจ้างงาน 8,500 คน โดยประเภทอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ พลังงาน และพลังงานทดแทน จำนวน 26 โครงการ เงินลงทุน 6,963 ล้านบาท การจ้างงาน 665 คน ได้แก่ กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ชีวมวล แสงอาทิตย์ และกิจการสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ (ปั๊มเอ็นจีวี)
รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร จำนวน 29 โครงการ เงินลงทุน 1,889 ล้านบาท การจ้างงาน 1,731 คน ได้แก่ กิจการเลี้ยงไก่เนื้อ 7 โครงการเพื่อป้อนให้โรงงานยักษ์ใหญ่อย่าง บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือซีพี บมจ.เบทาโกร บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัดและสหฟาร์ม กิจการเลี้ยงไก่ไข่ กิจการผลิตยางผสม กิจการผลิตยางแท่งและยางผสม เป็นต้น ขณะที่ประเภทอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ก็ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมามีการลงทุนในประเภทอุตสาหกรรมโลหะ และชิ้นส่วนยานยนต์ 5 โครงการ เงินลงทุน 682 ล้านบาท การจ้างงาน 4,220 คน และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวม 4 โครงการ เงินลงทุน 340 ล้านบาท
สำหรับสัดส่วนการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่า จำนวน 54 โครงการยังคงเป็นการลงทุนโดยหุ้นส่วนไทย หรือคิดเป็นร้อยละ 73 เป็นโครงการร่วมหุ้นระหว่างไทยและหุ้นต่างชาติจำนวน 18 โครงการ และลงทุนโดยต่างชาติทั้งสิ้น 2 โครงการ ซึ่งได้แก่ ปนะเทสเดนมาร์ก และไต้หวัน
"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนยังเชื่อมั่นต่อประเทศไทยนั้น มาจากความเชื่อมั่นในด้านความต้องการของตลาดต่างประเทศ และแนวนโยบายการปรับปรุงเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยในกิจการประเภทต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะความพร้อมในการองรับการลงทุน"
ผอ.บีโอไอ ภาคที่ 2 นครราชสีมา ยังกล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ ว่า เศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้นตัวอย่างค่ออยเป็นค่อยไป ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวตามไปด้วย ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทำให้ความมั่นใจของผู้ประกอบการและผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว รวมถึงมาตรการการเร่งรัดการลงทุนของบีโอไอ ด้วยการออกมาตรการต่างๆ ให้เอื้อประโยชน์กับนักลงทุน ทั้งการเพิ่มประเภทกิจการเป็น 57 ประเภท จาก 7 อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถรับสิทธิประโยชน์สูงสุดยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี โดยไม่จำกัดวงเงินที่ได้รับการยกเว้น และสามารถตั้งกิจการในเขตที่ตั้งใดก็ได้ โดยผลบังคับดังกล่าวใช้ถึงสิ้นปี 2555
"สำหรับอุตสาหกรรมเด่นในภาคอีสานปีนี้ คือ อุตสาหกรรมที่มีการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรมาผลิตเพื่อเป็นพลังงานทดแทนในอนาคต ตามนโยบายของภาครัฐจะยังคงมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีอุตสาหกรรมรายใหญ่หลายรายเล็งเห็นประโยชน์ต่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากโรงงานมันสำปะหลัง รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และสถานีบริการปั๊มเอ็นจีวี รวมถึงอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน"
ส่วนสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ภาคอีสาน พบว่าโรงงานต่างๆ ยังคงขาดแคลนพนักงานงาน เนื่องจากมีอุตสาหกรรมเกิดขึ้นสูง ทำให้แรงงานไม่พอกับความต้องการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเบา ประเภทกิจการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอกนิกส์ที่มีความต้องการใช้แรงงานเป็นอย่างมาก
คำถาม
1. บีโอไอสรุปยอดขอส่งเสริมการลงทุนภาคอีสานในปี 52 อนุมัติกี่โครงการ
2. ประเภทอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 คืออะไร
3. สัดส่วนการลงทุนในปีที่ผ่านมา กี่โครงการที่เป็นการลงทุนโดยหุ้นส่วนไทย และคิดเป็นร้อยละเท่าไร
ที่มา; http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20100111/94809/บีโอไออีสานสรุปยอดปี-52-เม็ดเงินลงทุนแตะ-1.1-หมื่นล..html
นายสุวิชช์ ฉั่ววิเชียร ผอ.ศูนย์เศรษฐกิจการลงทุนภาคที่ 2 นครราชสีมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ ได้สรุปภาวะการลงทุนภาคอีสานในปี 52 ว่า ในปีที่ผ่านมามีโครงการที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนรวม 74 โครงการ เงินลงทุน 11,334 ล้านบาท การจ้างงาน 8,500 คน โดยประเภทอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 คือ พลังงาน และพลังงานทดแทน จำนวน 26 โครงการ เงินลงทุน 6,963 ล้านบาท การจ้างงาน 665 คน ได้แก่ กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ ชีวมวล แสงอาทิตย์ และกิจการสถานีบริการก๊าซธรรมชาติ (ปั๊มเอ็นจีวี)
รองลงมาได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร จำนวน 29 โครงการ เงินลงทุน 1,889 ล้านบาท การจ้างงาน 1,731 คน ได้แก่ กิจการเลี้ยงไก่เนื้อ 7 โครงการเพื่อป้อนให้โรงงานยักษ์ใหญ่อย่าง บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด หรือซีพี บมจ.เบทาโกร บริษัท คาร์กิลล์มีทส์ (ไทยแลนด์) จำกัดและสหฟาร์ม กิจการเลี้ยงไก่ไข่ กิจการผลิตยางผสม กิจการผลิตยางแท่งและยางผสม เป็นต้น ขณะที่ประเภทอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ก็ส่งสัญญาณฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมามีการลงทุนในประเภทอุตสาหกรรมโลหะ และชิ้นส่วนยานยนต์ 5 โครงการ เงินลงทุน 682 ล้านบาท การจ้างงาน 4,220 คน และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ รวม 4 โครงการ เงินลงทุน 340 ล้านบาท
สำหรับสัดส่วนการลงทุนในปีที่ผ่านมา พบว่า จำนวน 54 โครงการยังคงเป็นการลงทุนโดยหุ้นส่วนไทย หรือคิดเป็นร้อยละ 73 เป็นโครงการร่วมหุ้นระหว่างไทยและหุ้นต่างชาติจำนวน 18 โครงการ และลงทุนโดยต่างชาติทั้งสิ้น 2 โครงการ ซึ่งได้แก่ ปนะเทสเดนมาร์ก และไต้หวัน
"ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนยังเชื่อมั่นต่อประเทศไทยนั้น มาจากความเชื่อมั่นในด้านความต้องการของตลาดต่างประเทศ และแนวนโยบายการปรับปรุงเงื่อนไขส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทยในกิจการประเภทต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะความพร้อมในการองรับการลงทุน"
ผอ.บีโอไอ ภาคที่ 2 นครราชสีมา ยังกล่าวถึงแนวโน้มการลงทุนในปีนี้ ว่า เศรษฐกิจที่กำลังจะฟื้นตัวอย่างค่ออยเป็นค่อยไป ทำให้เศรษฐกิจไทยสามารถฟื้นตัวตามไปด้วย ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทำให้ความมั่นใจของผู้ประกอบการและผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัว รวมถึงมาตรการการเร่งรัดการลงทุนของบีโอไอ ด้วยการออกมาตรการต่างๆ ให้เอื้อประโยชน์กับนักลงทุน ทั้งการเพิ่มประเภทกิจการเป็น 57 ประเภท จาก 7 อุตสาหกรรม ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถรับสิทธิประโยชน์สูงสุดยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี โดยไม่จำกัดวงเงินที่ได้รับการยกเว้น และสามารถตั้งกิจการในเขตที่ตั้งใดก็ได้ โดยผลบังคับดังกล่าวใช้ถึงสิ้นปี 2555
"สำหรับอุตสาหกรรมเด่นในภาคอีสานปีนี้ คือ อุตสาหกรรมที่มีการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรมาผลิตเพื่อเป็นพลังงานทดแทนในอนาคต ตามนโยบายของภาครัฐจะยังคงมีการขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีอุตสาหกรรมรายใหญ่หลายรายเล็งเห็นประโยชน์ต่อการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น โครงการผลิตก๊าซชีวภาพจากโรงงานมันสำปะหลัง รวมถึงพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และสถานีบริการปั๊มเอ็นจีวี รวมถึงอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วน"
ส่วนสถานการณ์การขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ภาคอีสาน พบว่าโรงงานต่างๆ ยังคงขาดแคลนพนักงานงาน เนื่องจากมีอุตสาหกรรมเกิดขึ้นสูง ทำให้แรงงานไม่พอกับความต้องการของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเบา ประเภทกิจการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ อิเล็กทรอกนิกส์ที่มีความต้องการใช้แรงงานเป็นอย่างมาก
คำถาม
1. บีโอไอสรุปยอดขอส่งเสริมการลงทุนภาคอีสานในปี 52 อนุมัติกี่โครงการ
2. ประเภทอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนสูงสุดเป็นอันดับ 1 คืออะไร
3. สัดส่วนการลงทุนในปีที่ผ่านมา กี่โครงการที่เป็นการลงทุนโดยหุ้นส่วนไทย และคิดเป็นร้อยละเท่าไร
ที่มา; http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20100111/94809/บีโอไออีสานสรุปยอดปี-52-เม็ดเงินลงทุนแตะ-1.1-หมื่นล..html
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)