จัดทำโดย นางสาววรนันท์ ศรีก๊กเจริญ เลขทะเบียน 4902100526 กลุ่ม 20.
โดย ณ พัฒน์ ประชาชาติธุรกิจ
วันนี้ขอเขียนเรื่องการลงทุนหน่อยแล้วกันครับ เพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว และทุกคนไม่ว่าอยู่ในวัยใด ก็ควรทำความเข้าใจกับเรื่องนี้กันสักนิดหน่อย หลายๆ คน มักจะคิดว่าเรื่องการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว และคิดว่าไว้คอยให้มีเงินก่อนค่อยคิดเรื่องการลงทุนแล้วกัน แต่ผมว่าคนทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน น่าจะเริ่มคิดได้แล้วว่า จะดำรงชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างไร ถ้ามีครอบครัวจะหาเลี้ยงครอบครัวอย่างไร และถ้าถึงวัยเกษียณอายุ ไม่ต้องทำงาน (และไม่มีรายได้) แล้ว จะทำอย่างไรให้สามารถดำเนินชีวิตแบบสบายๆ โดยไม่เป็นภาระกับคนอื่นได้อย่างไร
จริงอยู่ครับ ว่าเงินไม่ได้ใช้ทุกสิ่งทุกอย่างของชีวิต และเราไม่ได้มีชีวิตอยู่เพื่อเงิน แต่ก็ต้องยอมรับละครับ ว่าทุกวันนี้เงินเป็นสื่อกลางในการได้มาซึ่งสิ่งที่ชีวิตต้องการ เพราะฉะนั้นผมว่าการใช้เงินอย่างฉลาด พอเหมาะ พอควรกับฐานะ จะนำไปสู่ความสุขได้ครับ
ผมมีหลักง่ายๆ ในการลงทุนห้าข้อ มาให้พิจารณากันครับ หวังว่าอ่านแล้วคงเป็นประโยชน์และนำไปประยุกต์ใช้กันได้นะครับ
1.รู้จักออม
สิ่งแรกก่อนที่จะลงทุนคือต้องมีเงินจะไปลงทุนซะก่อน เงินออมก็คือเงินรายได้ที่เราไม่ได้ใช้ การรู้จักออม ก็คือการรู้จักหารายได้ และการรู้จักใช้ ข้อนี้ผมคงไม่ได้ต้องพูดมากมั้งครับ เพราะผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้เกี่ยวกับโอกาสในการหารายได้ และรายจ่ายที่จำเป็นของตัวเองในปัจจุบันเป็นอย่างดี แต่สิ่งที่อยากให้คิดถึงคือ การตัดสินใจใช้จ่ายในปัจจุบัน ควรคำนึงถึงรายได้และรายจ่ายในอนาคตไว้ด้วย เช่นว่า คนที่มีรายได้ในปัจจุบันมาก ก็ไม่ควรจะใช้ให้หมดในปัจจุบัน เพราะในอนาคตเราอาจจะมีรายจ่ายที่มากกว่านี้ และรายได้ไม่ได้สูงเท่าปัจจุบัน
พูดแบบนี้คนที่มีรายได้ปัจจุบันน้อย และคิดว่าวันหลังคงมีรายได้มากกว่านี้แน่ๆ ก็อาจจะเห็นด้วยกับนโยบายรัฐบาลในการกู้เงินโดยใช้รายได้ในอนาคตมาเป็นหลักประกัน เอาเงินมาใช้จ่ายก่อน แล้วค่อยจ่ายคืนทีหลัง ซึ่งผมว่าก็มีเหตุผลดี แต่อย่าลืมนะครับว่าอนาคตมีแต่ความไม่แน่นอน ใครจะรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น รายได้ที่เราคิดว่าจะมาแน่ๆ อาจจะไม่มาก็ได้ เพราะฉะนั้นใช้แต่ที่จำเป็นและอดออมไว้ก่อนเป็นดีครับ
2.รู้จักทางเลือก
พอเรามีเงินออมแล้ว ต่อมาคือเราต้องรู้จักศึกษาหาทางเลือกในการเก็บเงินออมของเรา (เพราะเรามีทางเลือก มากกว่าฝากธนาคาร!) และสิ่งที่สำคัญคือเราต้องรู้จักศึกษาทางเลือกเหล่านั้นให้ดีๆ แต่ละทางเลือกในการลงทุนมีคุณสมบัติด้าน ผลตอบแทน สภาพคล่อง ลักษณะของกระแสเงินสด ปัจจัยเสี่ยง และระดับความเสี่ยงต่างๆ กันไป ตัวอย่างเช่น การฝากธนาคาร (โดยทั่วไป) มีระดับความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง แต่ก็มีผลตอบแทนต่ำ การเล่นหุ้นมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยสูงกว่า มีสภาพคล่องสูง แต่ก็มีความเสี่ยงสูงด้วย เช่นกัน
ผมว่าหลายๆ คนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับพลังมหัศจรรย์ของผลตอบแทนทบต้นมามากแล้วใช่ไหมครับ ถ้าเราสามารถหาทางเลือกในการลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี เงินต้นของเราจะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าภายใน 15 ปี แต่ถ้าเราสามารถหาทางให้เงินลงทุนของเราทำงานหนักขึ้น และให้ผลตอบแทนแก่เราโดยเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี เงินของเราจะเพิ่มเป็นสองเท่าภายใน 9 ปีเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการเลือกลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ช่วยร่นระยะเวลาถึงเป้าหมายทางการเงินของเราได้อย่างเห็นได้ชัด แต่อย่าลืมนะครับว่าสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย
ทุกวันนี้โลกแห่งการเงินพัฒนาไปมาก และเรามีทางเลือกมากมายในการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของเรา นอกจากนี้ยังมีกองทุนต่างๆ เปิดโอกาสให้คนที่มีเงินลงทุนน้อยสามารถเข้าถึงการลงทุนที่เหมาะสมกับตนเองได้มากขึ้น ในต้นทุนที่ต่ำ นอกจากนี้ เดี๋ยวนี้รัฐบาลยังส่งเสริมให้คนลงทุนโดยให้แรงจูงใจทางภาษีมากมาย ก็ศึกษาและทำความเข้าใจกับทางเลือกเหล่านี้ไว้ก็ดีครับ ไม่เสียหลาย
นอกจากการลงทุนของเราเองแล้ว อย่าลืมนะครับว่า บางคนอาจจะมีสินทรัพย์อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนประกันสังคม ที่เราจ่ายเงินสมทบอยู่ทุกเดือน แต่ก็อย่าไปหวังอะไรมากนักเลยครับ เพราะพอถึงเวลาที่เราเกษียณ และต้องการเงินตรงนี้ขึ้นมาจริงๆ กองทุนเหล่านี้อาจจะไม่อยู่แล้ว หรืออาจจะไม่ได้จ่ายผลประโยชน์อย่างที่กำลังโฆษณาอยู่ก็ได้ กองทุนประกันสังคมในอเมริกา และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทบางแห่งเป็นตัวอย่างที่ดีครับ (กองทุนประกันสังคมของอเมริกา ถึงกับเขียนเตือนผู้คนไว้บนใบสรุปผลประโยชน์ประจำปีว่า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในเชิงโครงสร้างของกองทุน อีก 35 ปีกองทุน จะเหลือเงินจ่ายเงินผลประโยชน์แค่ร้อยละ 74 ของผลประโยชน์ที่จ่ายให้อยู่ในปัจจุบัน!) ก็คิดถึงความเสี่ยงตรงนี้ไว้นิดนึงนะครับ
3.รู้จักความเสี่ยง
เมื่อรู้จักทางเลือกในการลงทุนแล้ว ก็ต้องรู้จักความเสี่ยงที่มากับการลงทุนด้วย ความเสี่ยงของการลงทุน ก็คือความไม่แน่นอนทั้งหลายที่ทำให้มูลค่าของการลงทุนของเราเปลี่ยนไปจากผลตอบแทนที่เราคาดว่าจะได้ ถ้าพูดกันจริงๆ แล้ว ไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยงเลย (แม้แต่การเอาเงินฝังตุ่มไว้ยังมีความเสี่ยงที่เกิดจากเงินเฟ้อ ที่ทำให้ค่าของเงินในตุ่มเราลดลงเลยครับ) เราจึงควรทำความเข้าใจถึงปัจจัยความเสี่ยงของการลงทุน ว่ามีปัจจัยอะไรที่ทำให้มูลค่าและผลตอบแทนจากการลงทุนของเราเปลี่ยนไปได้บ้าง ปัจจัยเสี่ยงทั่วๆ ไปที่เราควรคิดถึง ก็รวมไปถึง ความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงที่เกิดจากราคา (เช่น ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ราคาที่ดิน ฯลฯ) ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจมหภาค (เช่น อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ) ความเสี่ยงทางเครดิต และความเสี่ยงทางเทคนิค (เช่น สั่งขายหุ้นแต่โบรกเกอร์ดันไปซื้อเพิ่ม)
เราอาจจะคิดง่ายๆ ว่า ผลตอบแทนที่เราได้มากขึ้นจากการลงทุนในสินทรัพย์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ก็คือค่าตอบแทนในการเข้าไปถือปัจจัยเสี่ยงของสินทรัพย์ชนิดนั้น ก่อนตัดสินใจลงทุนเราจึงควรพิจารณาว่า สินทรัพย์ที่เรากำลังตัดสินใจเข้าไปลงทุนนั้น มีปัจจัยเสี่ยงอะไรบ้าง มีระดับความเสี่ยงขนาดไหน และผลตอบแทนที่เราได้รับว่าคุ้มค่ากันหรือไม่ และเรายอมรับความเสี่ยงเหล่านี้ได้หรือไม่
4.รู้จักบริหารความเสี่ยง
เมื่อเรายอมรับว่าไม่มีการลงทุนไหนที่ไม่มีความเสี่ยง เราก็ต้องบริหารความเสี่ยงในการลงทุนของเราให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และยอมรับได้ วิธีการลดความเสี่ยงที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่ง ก็คือการกระจายความเสี่ยง เพราะความมหัศจรรย์ของคณิต ศาสตร์ที่บอกว่า ถ้าผลตอบแทนของสินทรัพย์สองชนิดไม่เคลื่อนไหวขึ้นลงไปพร้อมกันตลอดเวลาแล้วละก็ (ภายใต้เงื่อนไขบางประการ) เราสามารถสร้างการลงทุนที่ดีกว่า (ในแง่ของการตัดสินใจในภาวะได้อย่างเสียอย่าง ระหว่างผลตอบแทน และความเสี่ยง) โดยการถือสินทรัพย์สองชนิดไว้พร้อมๆ กัน ฝรั่งเขาถึงบอกว่าอย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าเดียว เพราะถ้าตะกร้าหล่นมาเมื่อไรละก็ เราจะไม่มีไข่กินเอานะสิครับ
แต่การลดความเสี่ยงโดยการกระจายความเสี่ยง ก็ลดได้แต่ความเสี่ยง "เฉพาะ" ของสินทรัพย์เท่านั้น การลงทุนทุกชนิดจะมีความเสี่ยงที่ไม่สามารถลดลงได้โดยการกระจายความเสี่ยงเสมอ เราจึงต้องรู้จักปัจจัยความเสี่ยงที่การลงทุนของ เรามี และบริหารความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่เรายอมรับได้
5.รู้จักตัวเอง
สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุน คือต้องรู้จักตัวเอง รู้จักเป้าหมาย และระดับการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง
อย่างที่บอกครับว่า เราควรบริหารเงินลงทุนให้มีระดับผลตอบแทนและความเสี่ยงที่เหมาะสม และระดับที่เหมาะสมของนักลงทุนแต่ละคนก็ต่างกันไปครับ เช่นว่า นักลงทุนวัยละอ่อน อาจจะสามารถยอมรับความเสี่ยงได้มากกว่า นักลงทุนวัยดึก เพราะถึงขาดทุนไปก็ยังพอมีเวลาเอาคืนได้อยู่
นอกจากความเสี่ยงแล้ว เราควรรู้จักตัวเองว่ากระแสเงินสดในแต่ระยะช่วงเวลาของชีวิตเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น เมื่อเริ่มทำงานไปสักพัก เราอาจจะมีรายได้มากกว่ารายจ่าย (ที่จำเป็นจริงๆ) เราอาจจะรู้สึกร่ำรวยขึ้นมาผิดปกติ และอยากเอาเงินที่ได้มานั้นไปใช้ แต่เราก็ควรวางแผนการใช้เงิน โดยพิจารณาวงจรของชีวิตของตัวเอง เพราะว่าพออายุเพิ่มขึ้น แม้ว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นตาม แต่รายจ่ายก็อาจจะตามมาติดๆ เช่นกัน ไหนจะหาเงินแต่งงาน เงินค่านมลูก เตรียมแป๊ะเจี๊ยะลูกเข้าเตรียมอนุบาล ฯลฯ ถ้าใครเกิดมาในครอบครัวร่ำรวย พ่อยกหุ้นให้สองสามหมื่นล้าน อาจจะไม่ต้องคำนึงถึงข้อนี้มากนัก แต่ถ้าคนอื่นไม่โชคดีแบบนี้ก็น่าจะพิจารณาตรงนี้สักนิดนะครับ
พอพิจารณาศึกษาปัจจัยเหล่านี้กันได้แล้ว ก็ถึงเวลาเริ่มลงมือตัดสินใจลงทุนกันเสียที ก่อนอื่นก็ต้องเริ่มคิดละครับว่า เรามีเงินอยู่เท่าไร จะแบ่งเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินเท่าไร และพอจะเอาไปลงทุนได้เท่าไร พอได้เงินก้อนที่จะเอาไปลงทุนแล้ว ก็ต้องเอามาแบ่งในแต่ละ "ชั้นของสินทรัพย์" ละครับ ว่าจะเอาเงินไปลงทุนแต่ละกลุ่มอย่างไร เช่น ชั้นของสินทรัพย์ที่คนทั่วๆ ไปลงทุนก็เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชน การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หุ้นตัวใหญ่ หุ้นตัวเล็ก หุ้นกลุ่มพลังงาน หุ้นในประเทศที่พัฒนาแล้ว หุ้นในตลาดเกิดใหม่ กองทุนที่ลงทุนในทรัพยากรธรรมชาติและโลหะมีค่า ฯลฯ
อย่าลืมแล้วกันครับ ว่าถ้าเราไม่มีเวลาและความสามารถในการติดตามตลาดการเงินแบบใกล้ชิด โอกาสที่เราจะทำได้ดีกว่า "ค่าเฉลี่ย" ของตลาดในระยะยาวเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย และด้วยพลังของการกระจายความเสี่ยง โดยเฉลี่ยแล้วการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลายๆ ตัวในชั้นของสินทรัพย์เดียวกัน (เช่นถือกองทุนที่ลงทุนในหุ้นหลายๆ ตัว เช่น SET50 Index Fund) จะให้ผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่า และมีความเสี่ยงต่ำกว่าการซื้อสินทรัพย์เป็นตัวๆ (ผมไม่ได้บอกว่าการซื้อกองทุนจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าการเล่นหุ้นเป็นตัวๆ เสมอไปนะครับ ถ้าใครมีเวลา และความสามารถก็อาจจะลงทุนได้ดีกว่าตลาด ก็ได้ครับ)
ถ้าเรายึดหลักแบบนี้ การตัดสินใจการลงทุนของเรา ก็เหลือแค่การกระจายเงินลงทุนของเราลงไปในแต่ละ "ชั้นสินทรัพย์" โดยที่เราไม่ต้องมานั่งนึกว่าจะซื้อหุ้นตัวไหน กี่หุ้นดี ผมว่ามันง่ายกว่ากันเยอะเลยครับ แต่ถ้าใครรู้สึกว่ามันยังยากเกิน จะไปซื้อกองทุนที่เขาออกแบบมาให้แล้ว ก็ไม่ผิดอะไร แต่อย่าลืมศึกษาก่อนลงทุนแล้วกันครับ ว่าเขาเอาเงินเราไปทำอะไรบ้าง
อย่างนี้ต้องจบแบบโฆษณาชวนเชื่อทั่วไปครับ "การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุน"
ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/investment/192.html
คำถาม
1. หลักในการลงทุน มีอะไรบ้าง
2. เงินออม คืออะไร
3. สิ่งที่สำคัญที่สุดในการลงทุนคืออะไร
15 ธันวาคม 2552
08 ธันวาคม 2552
"ปัญหา" ทองราคาแพง
จัดทำโดย นางสาววรนันท์ ศรีก๊กเจริญ เลขทะเบียน 4902100526 กลุ่ม 20
โดย วินัย วงศ์สุรวัฒน์ คณะวิทยาการจัดการ AIT
(Featuring Extream Aggressor คณะ SS)
ความตื่นตระหนกของประชาชนเวลาราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ทั้งนี้ เพราะผู้คนส่วนมากมิได้มีความจำเป็นต้องใช้ทองคำในชีวิตประจำวันเหมือนอย่างที่จำเป็นต้องกินข้าวหรือซื้อน้ำมันมาเติมรถ เวลาข้าวราคาแพงหรือน้ำมันราคาขึ้น ประชาชนย่อมวิตกเพราะกลัวว่าจะขาดแคลนสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน สำหรับทองคำนั้นถ้าเกิดมันแพงขึ้นมากๆ ก็เลิกซื้อมันเสียก็ได้ คนส่วนใหญ่คงจะมิได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรมากมาย หากไม่มีสร้อยทองมาแขวนคอ หรือไม่มีทองคำแท่งมาเก็บไว้ในตู้เซฟ
ความตื่นตระหนกส่วนหนึ่งคงมาจากชาวบ้านที่พอมีอันจะกิน ชาวบ้านพวกนี้อาจรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อทองคำเก็บไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อน หรือปีก่อนตอนราคาทองยังไม่แพงขนาดนี้ ความรู้สึกดังกล่าวสะท้อนความเสียดายที่พลาดโอกาสการทำเงินจากการเก็งกำไรในราคาทองคำนั่นเอง
หากความตื่นตระหนกส่วนใหญ่เกิดจากความเสียดายของนักเก็งกำไร สังคมส่วนรวมก็คงไม่มีความจำเป็นต้องกังวลกับเรื่องราคาทองมากนัก ทั้งนี้ เพราะการเก็งกำไรนั้นไม่ใช่กิจกรรมที่เป็นประโยชน์และน่าสนับสนุนแต่อย่างใด ถ้าใครมีสตางค์เหลือเก็บ สู้เอาไปใช้ลงทุนในธุรกิจ (ไม่ว่าทางตรง เช่นการเปิดร้าน สร้างโรงงาน หรือทางอ้อม เช่นการฝากธนาคารหรือซื้อหุ้น) ยังจะเป็นประโยชน์เสียมากกว่าการเอาเงินมาเก็งกำไรในราคาทอง
อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลเรื่องราคาทองนั้น ดูเหมือนจะแผ่วงกว้างไปกว่าในหมู่นักเก็งกำไร ชาวบ้านธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำ และมิได้มีเงินเหลือเฟือเอามาใช้เก็งกำไรราคาทอง ก็ดูเหมือนว่าจะสนใจและเป็นกังวลกับราคาทองคำที่แพงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
อะไรคือต้นตอของความวิตกกังวลของชาวบ้านพวกนี้
นักวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำที่แพงขึ้นมีผลสืบเนื่องมาจากการสูญเสียความมั่นใจในค่าของเงินตรา หรือความกลัวเงินเฟ้อนั่นเอง เวลาเงินเฟ้อราคาสินค้าและบริการทุกอย่าง (อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การศึกษา ความบันเทิง ฯลฯ) ก็จะพุ่งสูงขึ้น นอกจากนั้น มูลค่าหรืออำนาจการซื้อของเงินฝากในบัญชีธนาคารก็จะลดลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน
หากผู้คนต่างกังวลกันว่า ค่าของเงินกำลังมีแนวโน้มจะลดลง ทุกคนก็จะพยายามเปลี่ยนไปออมในรูปแบบอื่นๆ คนทั่วไปเวลากลัวเงินเฟ้อ ไม่รู้จะออมในรูปแบบใดแทนเงิน มองซ้าย-มองขวาแล้ว สุดท้ายก็มักจะตัดสินใจซื้อทองเก็บไว้
สัญชาตญาณการใช้ทองเป็นเครื่องมือการเก็บออมมีรากฐานมาจากพฤติกรรม ค่านิยม และความเชื่อของคนตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ อย่างไรก็ดี หากมองกันแบบเป็นกลางแล้ว การออมในรูปทองคำก็มีความเสี่ยงไม่ต่างไปจากการลงทุนแบบอื่น เพราะราคาทองคำขึ้นอยู่กับอุปสงค์ (ความต้องการใช้ทองในอุตสาหกรรม และความนิยมของผู้คน) และอุปทาน (จำนวนเหมืองทองที่ค้นพบใหม่ และปริมาณที่ผลิตได้ในแต่ละปี)
ดังนั้น ราคาทองคำจึงมีขึ้นมีลงได้เหมือนราคาสินค้าอื่นๆ การซื้อทองเก็บไว้จึงมิได้ดีไปกว่าการเอาเงินลงทุนกับอย่างอื่น เช่น การเก็งกำไรที่ดิน-คอนโดฯ การซื้อหุ้น หรือการลงทุนในการศึกษา แต่ประการใด
ในส่วนนี้ จขกท ต้องขอแย้งว่า ความคิดในการเก็บออมในรูปทองคำ หรือโลหะมีค่าอื่นๆ จริงๆ แล้ว ทุกคนที่เก็บออมทรัพย์สิน ควรจะต้องมีทองคำในขุมทรัพย์ของแต่ละคน จะมีมากน้อย ก็เป็นอีกเรื่อง แต่ทองคำ ความสำคัญของมันอยู่ที่ เป็นทรัพย์สินที่มีการเสื่อมค่าน้อยกว่าเงินตราทุกสกุล รวมถึงมีความผันผวนน้อยกว่าเงิน และหลักทรัพย์ด้วย และ ในเวลาที่ไม่ปกติ เช่น สงคราม ทองคำ หรือโลหะที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสากลของโลก ที่มีความสำคัญมากกว่าเงิน
และความวิตกกังวลต่อราคาทองของคนหาเช้ากินค่ำ ไม่มีอะไรมากไปกว่า เขาประเมินราคาทองกับรายได้แล้วเขารู้สึกจนลงเท่านั้น (ปีก่อน เงินเดือน เดือนนึง เขาซื้อทองได้ 1 บาท แต่มาปีนี้ เงินเดือน เดือนนึง เขาซื้อทอง 2 สลึงใส่ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ) เพราะการปรับตัวของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่กระทบกับราคาสินค้าอุปโภค บริโภคอื่นๆ แต่มันไปกระทบกับความรู้สึกของเขา ด้วยวัฒนธรรมของคนไทย ว่า คนรวย ต้องใส่ทองเส้นเท่าโซ่ ในความคิดของคนหาเช้ากินค่ำ คนรวยหุ้น กับคนรวยทอง คนรวยหุ้นสำหรับเขาไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นสนใจ แต่คนรวยทอง สำหรับเขาแล้ว ถือว่ารวยจริง
ความวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่น่าเห็นใจสำหรับประชาชนตาดำๆ เป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าพวกเขาจะขยันขันแข็ง เก็บหอมรอมริบเป็นเวลานานสักเพียงใด ฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาก็อาจไม่กระเตื้องขึ้นเลย เพราะมูลค่าเงินออมที่ฝากธนาคารไว้ถูกกัดกร่อนไปอย่างรวดเร็วด้วยฤทธิ์ของเงินเฟ้อ
สิ่งที่น่าทึ่งเป็นที่สุดก็คือ หากถามประชาชนตาดำๆ เหล่านี้ว่าต้นเหตุของเงินเฟ้อมาจากไหน พวกเขาก็มักพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน หรือความโลภของนายทุน ทรรศนะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบางครั้งเส้นผมเล็กๆ ก็สามารถเอามาใช้บังภูเขาทั้งลูกได้ หากมีเทคนิคการหลอกล่อที่ถูกต้อง
ค่าของเงินถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานเหมือนกับสินค้าอื่นๆ หากปีใดเกษตรกรผลิตข้าวออกมามาก แต่ความต้องการบริโภคมิได้มากตาม ราคาข้าวก็จะตก ฉันใดก็ฉันนั้น หากมีใครสักคนพิมพ์เงินออกมามากกว่าปริมาณที่ใช้จ่ายกันตามปกติ "ราคาของเงิน" ก็จะตก ซึ่งนั่นก็คือคำจำกัดความของเงินเฟ้อนั่นเอง
ตรงนี้ จขกท. ต้องขอแย้ง เพราะความเป็นจริงแล้ว เงินเฟ้อมีที่มาจาก 2 สาเหตุ คือ เงินเฟ้อจากแรงฉุดของอุปสงค์ (Demand Pull Inflation) ซึ่งเป็นไปตามที่เจ้าของคอลัมน์ บอกไว้ ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะขาขึ้น หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงร้อนแรง นั้น จะมีการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมากขึ้น ตามความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของบุคคลแต่ละคน ดังนั้น จะมีความต้องการสินค้า หรือ อุปสงค์ต่อสินค้า มาก ในขณะที่ อุปทานของสินค้า หรือปริมาณการผลิต จะมีจำกัดกว่า เนื่อกจากเหตุผล 2 ประการ คือ 1. อุปทานระยะสั้น ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ก็คือ ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามความต้องการของผู้บริโภค 2. การเพิ่มกำลังการผลิต จะเริ่มมีปัญหาที่การจ้างงานตึงตัว (ตลาดเข้าใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มที่) ทำให้ต้นทุนการจ้างงานสูงขึ้น และเพิ่มกำลังการจ้างงานยากกว่าปกติ ซึ่งเมื่ออุปสงค์มีมากกว่าอุปทาน ในขณะที่ปริมาณการผลิตเท่าเดิม ส่วนที่เหลือของตลาดที่ต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดดุลยภาพ คือ ราคาสินค้า และนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ
เงินเฟ้อจากแรงผลักของต้นทุน (Cost Push Inflation) ซึ่งในภาวะปัจจุบันที่ เศรษฐกิจเพิ่งตกต่ำอย่างแรง และกำลังจะผงกหัวขึ้น นั้น ถ้าจะมีภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในระดับที่เป็นปัญหา (ถ้าเงินเฟ้ออ่อน จะดีกับการพัฒนาเศรษฐกิจครับ เงินเฟ้อไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด) ก็ควรจะเกิดจาก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งต้นทุนการผลิตที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจคือ น้ำมัน ครับ ซึ่งเหตุการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2551 – 2552 นี้ ไม่ได้มีตรงไหนที่เป็นความร้อนแรงทางเศรษฐกิจเลย ดังนั้นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น เป็นผลจากต้นทุนที่สูงขึ้นครับ ไม่ได้มาจากอุปสงค์
ซึ่งการเกิดเงินเฟ้อ และ เศรษฐกิจถดถอยไปพร้อมๆ กัน เรียกว่า ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ (Stagflation) ใครสักคนที่มีอำนาจในการพิมพ์เงินก็คือรัฐบาล อภิสิทธิ์ในการเสกกระดาษเป็นเงินนั้นเป็นอำนาจที่เย้ายวนและชวนให้ใช้ในทางที่ผิดเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะเงินสามารถซื้อหาคะแนนนิยมและอำนาจทางการเมืองได้ ด้วยการจับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ การประกันราคาไอ้โน่นไอ้นี่ และการสร้างความเข้มแข็งทางไอ้นั้นไอ้โน้น
รัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหนก็มักจะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับว่าปัญหาเงินเฟ้อนั้นเป็นความผิดของรัฐ วิธีหลอกล่อให้ประชาชนสับสนที่ใช้ได้ผลดีที่สุดก็คือ โยนความผิดให้กับแพะรับบาป เช่น พวกต่างชาติ (เลวๆ) หรือไม่ก็พวกนายทุน (หน้าเลือด) แน่นอนว่าคนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายถลุงเงินดังกล่าวย่อมพึงพอใจ (อย่างน้อยก็ในช่วงสั้นๆ) แต่ในไม่นานทุกคนก็ย่อมเริ่มตั้งคำถามว่ารัฐบาลเอาเงินมากมายเหล่านี้มาจากไหน คำถามดังกล่าวย่อมนำไปสู่ความลังเลสงสัยในค่าของเงินในอนาคต และก่อให้เกิดอุปสงค์พิเศษสำหรับการออมในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งก็ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นนั่นเอง เลนินเคยกล่าวไว้ว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจเสรีคือ การบ่อนทำลายระบบการเงินจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้บ่อนทำลายประเทศโดยการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเงินมักจะเป็นรัฐบาลของประเทศนั้นเอง เช่น กรณีเงินเฟ้อวิกฤตในประเทศ เยอรมนี ฮังการี และ ซิมบับเว วิธีการป้องกันมิให้นักการเมืองบ่อนทำลายระบบการเงินด้วยการพิมพ์เงินมาถลุง โดยไม่ยั้งมือนั้นมิใช่เรื่องง่าย เพราะนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาลนั้นมักคิดว่าพวกตนมีสิทธิชอบธรรมที่จะทำอะไรก็ได้ บทเรียนประวัติศาสตร์สอนว่า การประกันเสรีภาพในการทำงานของธนาคารกลางนั้น อาจช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบการเงินได้บ้าง
ในประเทศอื่นก็อาจจะทำได้ง่าย เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์เงินได้โดยไม่ต้องมีสินทรัพย์หนุนหลัง แต่ในประเทศไทย ไม่ง่ายนักในการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ เพราะเราต้องอิงกับ สินทรัพย์ที่ประเทศไทยถือครอง ได้แก่ ทองคำ เงิน US Dollar เงินตราสกุลต่างประเทศอื่นๆ เช่น ปอนด์ เยน ฟรังก์ ฯลฯ
การออกพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดแรงจูงใจในการสร้างเงินเฟ้อของรัฐบาล ทั้งนี้ เพราะหากรัฐไม่ระวังปล่อยให้เงินเฟ้อในอัตราสูง หนี้ที่รัฐกู้ประชาชนมาผ่านพันธบัตรก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงตามไปด้วย ปัจจุบันประเทศตะวันตกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ ฝรั่งเศส ต่างมีพันธบัตรรัฐบาลที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อให้นักลงทุนซื้อหากันได้แล้ว การออกพันธบัตรดังกล่าวเป็นการสร้างทางเลือกในการออมให้ประชาชนที่กลัวเงินเฟ้อ และทำให้พวกเขาไม่ต้องแห่กันไปซื้อทองเก็บไว้ในช่วงเวลาที่เกิดความหวาดระแวงในค่าของเงินตราอย่างเช่นในปัจจุบันนี้
ตามความคิดของผม ถ้ามีพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งให้ผลตอบแทนเท่ากับ ศูนย์ เพียงแต่รักษาเงินต้นเท่านั้น ผมมองว่า ควรจะมีพันธบัตรประเภทนี้อยู่ในพอร์ต เพียงไม่เกิน 10 % เท่านั้น และยังคงแนะนำให้เก็บทองคำ เมื่อราคาอ่อนตัวจากแรงขายทำกำไร ไว้ในพอร์ตอีก 10 %
ที่มา http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=211127&start=0&postdays=0&postorder=asc&highlight=&sid=1f19ee48c04ef7c449481e2197f51c5b
คำถาม
1. นักวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำที่แพงขึ้นมีผลสืบเนื่องมาจากอะไร
2. เงินเฟ้อมีที่มาจาก 2 สาเหตุ คืออะไรบ้าง
3. วิธีใดที่ช่วยลดแรงจูงใจในการสร้างเงินเฟ้อของรัฐบาล
โดย วินัย วงศ์สุรวัฒน์ คณะวิทยาการจัดการ AIT
(Featuring Extream Aggressor คณะ SS)
ความตื่นตระหนกของประชาชนเวลาราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ทั้งนี้ เพราะผู้คนส่วนมากมิได้มีความจำเป็นต้องใช้ทองคำในชีวิตประจำวันเหมือนอย่างที่จำเป็นต้องกินข้าวหรือซื้อน้ำมันมาเติมรถ เวลาข้าวราคาแพงหรือน้ำมันราคาขึ้น ประชาชนย่อมวิตกเพราะกลัวว่าจะขาดแคลนสินค้าอุปโภค-บริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน สำหรับทองคำนั้นถ้าเกิดมันแพงขึ้นมากๆ ก็เลิกซื้อมันเสียก็ได้ คนส่วนใหญ่คงจะมิได้เป็นเดือดเป็นร้อนอะไรมากมาย หากไม่มีสร้อยทองมาแขวนคอ หรือไม่มีทองคำแท่งมาเก็บไว้ในตู้เซฟ
ความตื่นตระหนกส่วนหนึ่งคงมาจากชาวบ้านที่พอมีอันจะกิน ชาวบ้านพวกนี้อาจรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ซื้อทองคำเก็บไว้เมื่ออาทิตย์ก่อน เดือนก่อน หรือปีก่อนตอนราคาทองยังไม่แพงขนาดนี้ ความรู้สึกดังกล่าวสะท้อนความเสียดายที่พลาดโอกาสการทำเงินจากการเก็งกำไรในราคาทองคำนั่นเอง
หากความตื่นตระหนกส่วนใหญ่เกิดจากความเสียดายของนักเก็งกำไร สังคมส่วนรวมก็คงไม่มีความจำเป็นต้องกังวลกับเรื่องราคาทองมากนัก ทั้งนี้ เพราะการเก็งกำไรนั้นไม่ใช่กิจกรรมที่เป็นประโยชน์และน่าสนับสนุนแต่อย่างใด ถ้าใครมีสตางค์เหลือเก็บ สู้เอาไปใช้ลงทุนในธุรกิจ (ไม่ว่าทางตรง เช่นการเปิดร้าน สร้างโรงงาน หรือทางอ้อม เช่นการฝากธนาคารหรือซื้อหุ้น) ยังจะเป็นประโยชน์เสียมากกว่าการเอาเงินมาเก็งกำไรในราคาทอง
อย่างไรก็ตาม ความวิตกกังวลเรื่องราคาทองนั้น ดูเหมือนจะแผ่วงกว้างไปกว่าในหมู่นักเก็งกำไร ชาวบ้านธรรมดาที่หาเช้ากินค่ำ และมิได้มีเงินเหลือเฟือเอามาใช้เก็งกำไรราคาทอง ก็ดูเหมือนว่าจะสนใจและเป็นกังวลกับราคาทองคำที่แพงขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
อะไรคือต้นตอของความวิตกกังวลของชาวบ้านพวกนี้
นักวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำที่แพงขึ้นมีผลสืบเนื่องมาจากการสูญเสียความมั่นใจในค่าของเงินตรา หรือความกลัวเงินเฟ้อนั่นเอง เวลาเงินเฟ้อราคาสินค้าและบริการทุกอย่าง (อาหาร เครื่องนุ่มห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค การศึกษา ความบันเทิง ฯลฯ) ก็จะพุ่งสูงขึ้น นอกจากนั้น มูลค่าหรืออำนาจการซื้อของเงินฝากในบัญชีธนาคารก็จะลดลง ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหน
หากผู้คนต่างกังวลกันว่า ค่าของเงินกำลังมีแนวโน้มจะลดลง ทุกคนก็จะพยายามเปลี่ยนไปออมในรูปแบบอื่นๆ คนทั่วไปเวลากลัวเงินเฟ้อ ไม่รู้จะออมในรูปแบบใดแทนเงิน มองซ้าย-มองขวาแล้ว สุดท้ายก็มักจะตัดสินใจซื้อทองเก็บไว้
สัญชาตญาณการใช้ทองเป็นเครื่องมือการเก็บออมมีรากฐานมาจากพฤติกรรม ค่านิยม และความเชื่อของคนตั้งแต่สมัยดึกดำบรรพ์ อย่างไรก็ดี หากมองกันแบบเป็นกลางแล้ว การออมในรูปทองคำก็มีความเสี่ยงไม่ต่างไปจากการลงทุนแบบอื่น เพราะราคาทองคำขึ้นอยู่กับอุปสงค์ (ความต้องการใช้ทองในอุตสาหกรรม และความนิยมของผู้คน) และอุปทาน (จำนวนเหมืองทองที่ค้นพบใหม่ และปริมาณที่ผลิตได้ในแต่ละปี)
ดังนั้น ราคาทองคำจึงมีขึ้นมีลงได้เหมือนราคาสินค้าอื่นๆ การซื้อทองเก็บไว้จึงมิได้ดีไปกว่าการเอาเงินลงทุนกับอย่างอื่น เช่น การเก็งกำไรที่ดิน-คอนโดฯ การซื้อหุ้น หรือการลงทุนในการศึกษา แต่ประการใด
ในส่วนนี้ จขกท ต้องขอแย้งว่า ความคิดในการเก็บออมในรูปทองคำ หรือโลหะมีค่าอื่นๆ จริงๆ แล้ว ทุกคนที่เก็บออมทรัพย์สิน ควรจะต้องมีทองคำในขุมทรัพย์ของแต่ละคน จะมีมากน้อย ก็เป็นอีกเรื่อง แต่ทองคำ ความสำคัญของมันอยู่ที่ เป็นทรัพย์สินที่มีการเสื่อมค่าน้อยกว่าเงินตราทุกสกุล รวมถึงมีความผันผวนน้อยกว่าเงิน และหลักทรัพย์ด้วย และ ในเวลาที่ไม่ปกติ เช่น สงคราม ทองคำ หรือโลหะที่สามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสากลของโลก ที่มีความสำคัญมากกว่าเงิน
และความวิตกกังวลต่อราคาทองของคนหาเช้ากินค่ำ ไม่มีอะไรมากไปกว่า เขาประเมินราคาทองกับรายได้แล้วเขารู้สึกจนลงเท่านั้น (ปีก่อน เงินเดือน เดือนนึง เขาซื้อทองได้ 1 บาท แต่มาปีนี้ เงินเดือน เดือนนึง เขาซื้อทอง 2 สลึงใส่ยังไม่ได้ด้วยซ้ำ) เพราะการปรับตัวของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมา ก็ไม่กระทบกับราคาสินค้าอุปโภค บริโภคอื่นๆ แต่มันไปกระทบกับความรู้สึกของเขา ด้วยวัฒนธรรมของคนไทย ว่า คนรวย ต้องใส่ทองเส้นเท่าโซ่ ในความคิดของคนหาเช้ากินค่ำ คนรวยหุ้น กับคนรวยทอง คนรวยหุ้นสำหรับเขาไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นสนใจ แต่คนรวยทอง สำหรับเขาแล้ว ถือว่ารวยจริง
ความวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่น่าเห็นใจสำหรับประชาชนตาดำๆ เป็นอย่างมาก เพราะไม่ว่าพวกเขาจะขยันขันแข็ง เก็บหอมรอมริบเป็นเวลานานสักเพียงใด ฐานะความเป็นอยู่ของพวกเขาก็อาจไม่กระเตื้องขึ้นเลย เพราะมูลค่าเงินออมที่ฝากธนาคารไว้ถูกกัดกร่อนไปอย่างรวดเร็วด้วยฤทธิ์ของเงินเฟ้อ
สิ่งที่น่าทึ่งเป็นที่สุดก็คือ หากถามประชาชนตาดำๆ เหล่านี้ว่าต้นเหตุของเงินเฟ้อมาจากไหน พวกเขาก็มักพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมัน หรือความโลภของนายทุน ทรรศนะดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบางครั้งเส้นผมเล็กๆ ก็สามารถเอามาใช้บังภูเขาทั้งลูกได้ หากมีเทคนิคการหลอกล่อที่ถูกต้อง
ค่าของเงินถูกกำหนดโดยอุปสงค์และอุปทานเหมือนกับสินค้าอื่นๆ หากปีใดเกษตรกรผลิตข้าวออกมามาก แต่ความต้องการบริโภคมิได้มากตาม ราคาข้าวก็จะตก ฉันใดก็ฉันนั้น หากมีใครสักคนพิมพ์เงินออกมามากกว่าปริมาณที่ใช้จ่ายกันตามปกติ "ราคาของเงิน" ก็จะตก ซึ่งนั่นก็คือคำจำกัดความของเงินเฟ้อนั่นเอง
ตรงนี้ จขกท. ต้องขอแย้ง เพราะความเป็นจริงแล้ว เงินเฟ้อมีที่มาจาก 2 สาเหตุ คือ เงินเฟ้อจากแรงฉุดของอุปสงค์ (Demand Pull Inflation) ซึ่งเป็นไปตามที่เจ้าของคอลัมน์ บอกไว้ ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่เศรษฐกิจอยู่ในภาวะขาขึ้น หรือเรียกกันง่ายๆ ว่าเศรษฐกิจอยู่ในช่วงร้อนแรง นั้น จะมีการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคมากขึ้น ตามความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นของบุคคลแต่ละคน ดังนั้น จะมีความต้องการสินค้า หรือ อุปสงค์ต่อสินค้า มาก ในขณะที่ อุปทานของสินค้า หรือปริมาณการผลิต จะมีจำกัดกว่า เนื่อกจากเหตุผล 2 ประการ คือ 1. อุปทานระยะสั้น ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน ก็คือ ผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าได้ทันตามความต้องการของผู้บริโภค 2. การเพิ่มกำลังการผลิต จะเริ่มมีปัญหาที่การจ้างงานตึงตัว (ตลาดเข้าใกล้ภาวะการจ้างงานเต็มที่) ทำให้ต้นทุนการจ้างงานสูงขึ้น และเพิ่มกำลังการจ้างงานยากกว่าปกติ ซึ่งเมื่ออุปสงค์มีมากกว่าอุปทาน ในขณะที่ปริมาณการผลิตเท่าเดิม ส่วนที่เหลือของตลาดที่ต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดดุลยภาพ คือ ราคาสินค้า และนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อ
เงินเฟ้อจากแรงผลักของต้นทุน (Cost Push Inflation) ซึ่งในภาวะปัจจุบันที่ เศรษฐกิจเพิ่งตกต่ำอย่างแรง และกำลังจะผงกหัวขึ้น นั้น ถ้าจะมีภาวะเงินเฟ้อรุนแรงในระดับที่เป็นปัญหา (ถ้าเงินเฟ้ออ่อน จะดีกับการพัฒนาเศรษฐกิจครับ เงินเฟ้อไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด) ก็ควรจะเกิดจาก ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งต้นทุนการผลิตที่สำคัญของระบบเศรษฐกิจคือ น้ำมัน ครับ ซึ่งเหตุการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2551 – 2552 นี้ ไม่ได้มีตรงไหนที่เป็นความร้อนแรงทางเศรษฐกิจเลย ดังนั้นเงินเฟ้อที่เกิดขึ้น เป็นผลจากต้นทุนที่สูงขึ้นครับ ไม่ได้มาจากอุปสงค์
ซึ่งการเกิดเงินเฟ้อ และ เศรษฐกิจถดถอยไปพร้อมๆ กัน เรียกว่า ภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ (Stagflation) ใครสักคนที่มีอำนาจในการพิมพ์เงินก็คือรัฐบาล อภิสิทธิ์ในการเสกกระดาษเป็นเงินนั้นเป็นอำนาจที่เย้ายวนและชวนให้ใช้ในทางที่ผิดเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ เพราะเงินสามารถซื้อหาคะแนนนิยมและอำนาจทางการเมืองได้ ด้วยการจับจ่ายใช้สอยอย่างมือเติบภายใต้ข้ออ้างต่างๆ นานา เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ การประกันราคาไอ้โน่นไอ้นี่ และการสร้างความเข้มแข็งทางไอ้นั้นไอ้โน้น
รัฐบาลไม่ว่ารัฐบาลไหนก็มักจะบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับว่าปัญหาเงินเฟ้อนั้นเป็นความผิดของรัฐ วิธีหลอกล่อให้ประชาชนสับสนที่ใช้ได้ผลดีที่สุดก็คือ โยนความผิดให้กับแพะรับบาป เช่น พวกต่างชาติ (เลวๆ) หรือไม่ก็พวกนายทุน (หน้าเลือด) แน่นอนว่าคนที่ได้ประโยชน์จากนโยบายถลุงเงินดังกล่าวย่อมพึงพอใจ (อย่างน้อยก็ในช่วงสั้นๆ) แต่ในไม่นานทุกคนก็ย่อมเริ่มตั้งคำถามว่ารัฐบาลเอาเงินมากมายเหล่านี้มาจากไหน คำถามดังกล่าวย่อมนำไปสู่ความลังเลสงสัยในค่าของเงินในอนาคต และก่อให้เกิดอุปสงค์พิเศษสำหรับการออมในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งก็ทำให้ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นนั่นเอง เลนินเคยกล่าวไว้ว่า วิธีที่ดีที่สุดที่จะบ่อนทำลายระบบเศรษฐกิจเสรีคือ การบ่อนทำลายระบบการเงินจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้บ่อนทำลายประเทศโดยการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเงินมักจะเป็นรัฐบาลของประเทศนั้นเอง เช่น กรณีเงินเฟ้อวิกฤตในประเทศ เยอรมนี ฮังการี และ ซิมบับเว วิธีการป้องกันมิให้นักการเมืองบ่อนทำลายระบบการเงินด้วยการพิมพ์เงินมาถลุง โดยไม่ยั้งมือนั้นมิใช่เรื่องง่าย เพราะนักการเมืองที่ได้รับการเลือกตั้งมาเป็นรัฐบาลนั้นมักคิดว่าพวกตนมีสิทธิชอบธรรมที่จะทำอะไรก็ได้ บทเรียนประวัติศาสตร์สอนว่า การประกันเสรีภาพในการทำงานของธนาคารกลางนั้น อาจช่วยสร้างความมั่นคงให้กับระบบการเงินได้บ้าง
ในประเทศอื่นก็อาจจะทำได้ง่าย เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นประเทศเดียวในโลกที่พิมพ์เงินได้โดยไม่ต้องมีสินทรัพย์หนุนหลัง แต่ในประเทศไทย ไม่ง่ายนักในการพิมพ์ธนบัตรเพิ่มในระบบเศรษฐกิจ เพราะเราต้องอิงกับ สินทรัพย์ที่ประเทศไทยถือครอง ได้แก่ ทองคำ เงิน US Dollar เงินตราสกุลต่างประเทศอื่นๆ เช่น ปอนด์ เยน ฟรังก์ ฯลฯ
การออกพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อก็อาจเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดแรงจูงใจในการสร้างเงินเฟ้อของรัฐบาล ทั้งนี้ เพราะหากรัฐไม่ระวังปล่อยให้เงินเฟ้อในอัตราสูง หนี้ที่รัฐกู้ประชาชนมาผ่านพันธบัตรก็จะมีอัตราดอกเบี้ยที่สูงตามไปด้วย ปัจจุบันประเทศตะวันตกหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และ ฝรั่งเศส ต่างมีพันธบัตรรัฐบาลที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อให้นักลงทุนซื้อหากันได้แล้ว การออกพันธบัตรดังกล่าวเป็นการสร้างทางเลือกในการออมให้ประชาชนที่กลัวเงินเฟ้อ และทำให้พวกเขาไม่ต้องแห่กันไปซื้อทองเก็บไว้ในช่วงเวลาที่เกิดความหวาดระแวงในค่าของเงินตราอย่างเช่นในปัจจุบันนี้
ตามความคิดของผม ถ้ามีพันธบัตรที่จ่ายดอกเบี้ยตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งให้ผลตอบแทนเท่ากับ ศูนย์ เพียงแต่รักษาเงินต้นเท่านั้น ผมมองว่า ควรจะมีพันธบัตรประเภทนี้อยู่ในพอร์ต เพียงไม่เกิน 10 % เท่านั้น และยังคงแนะนำให้เก็บทองคำ เมื่อราคาอ่อนตัวจากแรงขายทำกำไร ไว้ในพอร์ตอีก 10 %
ที่มา http://www.soccersuck.com/soccer/viewtopic.php?t=211127&start=0&postdays=0&postorder=asc&highlight=&sid=1f19ee48c04ef7c449481e2197f51c5b
คำถาม
1. นักวิเคราะห์มองว่าราคาทองคำที่แพงขึ้นมีผลสืบเนื่องมาจากอะไร
2. เงินเฟ้อมีที่มาจาก 2 สาเหตุ คืออะไรบ้าง
3. วิธีใดที่ช่วยลดแรงจูงใจในการสร้างเงินเฟ้อของรัฐบาล
30 พฤศจิกายน 2552
เรียนรู้เรื่องการเงิน เพื่อชีวิตที่มีสุขอย่างยั่งยืน
จัดทำบทความโดย นางสาวนิษา สัมพันธุ์เจริญ เลขทะเบียน 4902100546
โดย ดร. ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์
เงิน ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนต่างก็ต้องเกี่ยวข้องกับมันอยู่แทบทุกวี่ทุกวัน ไม่ว่าจะเพื่อการจับจ่ายใช้สอย เพื่อการลงทุน เพื่อการท่องเที่ยว หรือแม้แต่เพื่อการรักษาพยาบาล ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องใช้เงินทั้งสิ้น แต่หลายๆ คนกลับไม่เคยที่จะทำความรู้จักกับวิธีการบริหารเงินอย่างถูกต้องถูกวิธี บางคนหาเงินได้มากมาย แต่กลับไม่พอใช้ ทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลัง บางคนหนักกว่านั้นมีแต่รายจ่ายเต็มไปหมด ทว่ารายได้กลับแทบหาไม่ได้ หรือไม่มีอันจะกิน นอกจากนี้ คนบางคนมุ่งมั่นแต่ที่จะออมเงินให้ได้เยอะๆ ถึงขนาดอดข้าวอดน้ำจนทำให้ตนเองต้องทนทุกข์ทรมานก็มี โดยไม่รู้จักกับการนำเงินออมที่เก็บนั้นออกมาใช้จ่ายเพื่อหาซื้อความสุขให้แก่ชีวิตตนเอง หรือไม่รู้จักช่วยเหลือจุนเจือผู้อื่นที่ด้อยโอกาสกว่าตนแม้แต่น้อย ซึ่งแน่นอนว่า พฤติกรรมต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงข้างต้นนี้คงไม่ใช่สิ่งที่เราควรปฎิบัติตามเป็นแน่แท้
ทั้งนี้ หากพิจารณาที่ตัวของเงินเอง จริงๆ แล้วก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือ หรือสื่อกลางที่ถูกนำมาใช้ในการแลกเปลี่ยนซึ่งทุกคนในสังคมให้การยอมรับ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงฐานะความมั่งคั่งร่ำรวย ตลอดจนทำให้คนที่มีมันอยู่ในครอบครองสามารถมีความสุขเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสุขที่มีนั้นอาจเป็นเพียงความสุขในช่วงเวลาสั้นๆ ก็เป็นได้ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องเล่าเกี่ยวกับสามล้อถูกหวย ที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งถีบรถสามล้อรับจ้างส่งผู้โดยสารเป็นอาชีพ โดยอยู่มาวันหนึ่งเกิดโชคดีมากๆ เพราะถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ทำให้ได้รับเงินรางวัลมูลค่ามหาศาลหลายสิบล้านบาท แต่เชื่อหรือไม่ว่า เพียงแค่เวลาปีกว่าๆ เขากลับใช้เงินรางวัลที่ได้มานั้นจนหมดเกลี้ยง ท้ายที่สุดก็ต้องกลับไปถีบรถสามล้อรับจ้างดังเดิม ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบก็คือ ไม่รู้จักวิธีการบริหารเงินที่ตนเองมีอยู่อย่างถูกหลักนั่นเอง ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นอย่างเช่นชายหนุ่มดังกล่าวข้างต้น เราจึงควรหันมาใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องการเงินให้มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้มีความสุขในชีวิตที่ยั่งยืนขึ้น โดยเริ่มต้นจาก
•กำหนดเป้าหมายทางการเงินของตนเอง โดยเป้าหมายที่ถูกกำหนดขึ้นนั้นต้องมีความชัดเจน สมเหตุสมผล และมีความเป็นไปได้ (ไม่ง่าย หรือเวอร์จนเกินไป) อย่างไรก็ตาม เป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความต้องการ ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนสิ่งแวดล้อมรอบตัวคนๆ นั้น นอกจากนี้ เป้าหมายยังเป็นเสมือนกับสิ่งที่คอยบอกตัวเราว่า ได้เข้าใกล้ปลายทางที่เราต้องการมากน้อยแค่ไหนแล้วนั่นเอง
•เรียนรู้วิธีการหาเงินเพิ่มเติม โดยไม่หวังพึ่งพารายได้จากการประกอบอาชีพหลัก หรือเงินเดือนแต่เพียงอย่างเดียว รู้จักสร้างทางเลือกอื่นๆ ให้แก่รายได้ของตน ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพเสริม การลงทุน หรือการค้าขาย ทั้งนี้ก็เพราะ หากอาชีพหลักประสบกับปัญหา ก็ยังมีรายได้จากแหล่งอื่นๆ มาชดเชย เพื่อที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่กำหนดไว้ได้
•รู้จักวางแผนตัดสินใจกับเงินได้ที่มีอยู่ว่า จะจัดสรร และใช้จ่ายอย่างไรเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด โดยรู้จักใช้ รู้จักจ่ายในสิ่งที่ควรต้องใช้ ควรต้องจ่าย และไม่ใช้จ่ายเงินเกินกำลังทรัพย์ที่ตนมีอยู่ นอกจากนี้ ต้องหมั่นบอกกับตัวเองเสมอว่า หากใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย มือเติบ ไม่ระมัดระวัง ในที่สุดแล้วเงินที่มีอยู่ก็จะหมดไปอย่างไร้คุณค่า เหมือนกับกรณีสามล้อถูกหวยที่ได้กล่าวถึงข้างต้น
•ออมเงินให้เป็น โดยรู้จักแบ่งเงินบางส่วนจากรายได้ที่ได้รับมาเป็นเงินออมเพื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน หรือยามเกษียณทุกครั้ง ก่อนที่จะนำเงินส่วนที่เหลือไปจับจ่ายใช้สอยในด้านอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ สิ่งสำคัญก็คือ การออมเงินนั้นต้องสร้างความพอดีให้แก่ตนเองทั้งทางร่างกาย และจิตใจ โดยไม่ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานแต่อย่างใด
เมื่อรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินอย่างนี้แล้ว หากยังคงนิ่งเฉย ไม่ลงมือปฎิบัติ การที่ชีวิตของเราจะมีความสุขอย่างยั่งยืนก็คงจะเป็นไปได้ยาก เว้นเสียแต่ว่าจะละซึ่งทางโลกแล้วเท่านั้นครับ
ที่มา:http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?passTo=4acb8776e2eb8082ccd43f68d92562c3&bookID=662&read=true&count=true
คำถาม
1.เงิน คืออะไร
2.เพราะอะไรชายหนุ่มคนหนึ่งถีบรถสามล้อรับจ้างส่งผู้โดยสารเป็นอาชีพ ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ทำให้ได้รับเงินรางวัลมูลค่ามหาศาลหลายสิบล้านบาท แต่สุดก็ต้องกลับไปถีบรถสามล้อรับจ้างดังเดิม
3.การบริหารเงินที่มีอยู่อย่างถูกหลักควรเริ่มต้นจากอะไร
โดย ดร. ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์
เงิน ถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เราทุกคนต่างก็ต้องเกี่ยวข้องกับมันอยู่แทบทุกวี่ทุกวัน ไม่ว่าจะเพื่อการจับจ่ายใช้สอย เพื่อการลงทุน เพื่อการท่องเที่ยว หรือแม้แต่เพื่อการรักษาพยาบาล ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องใช้เงินทั้งสิ้น แต่หลายๆ คนกลับไม่เคยที่จะทำความรู้จักกับวิธีการบริหารเงินอย่างถูกต้องถูกวิธี บางคนหาเงินได้มากมาย แต่กลับไม่พอใช้ ทำให้ชักหน้าไม่ถึงหลัง บางคนหนักกว่านั้นมีแต่รายจ่ายเต็มไปหมด ทว่ารายได้กลับแทบหาไม่ได้ หรือไม่มีอันจะกิน นอกจากนี้ คนบางคนมุ่งมั่นแต่ที่จะออมเงินให้ได้เยอะๆ ถึงขนาดอดข้าวอดน้ำจนทำให้ตนเองต้องทนทุกข์ทรมานก็มี โดยไม่รู้จักกับการนำเงินออมที่เก็บนั้นออกมาใช้จ่ายเพื่อหาซื้อความสุขให้แก่ชีวิตตนเอง หรือไม่รู้จักช่วยเหลือจุนเจือผู้อื่นที่ด้อยโอกาสกว่าตนแม้แต่น้อย ซึ่งแน่นอนว่า พฤติกรรมต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงข้างต้นนี้คงไม่ใช่สิ่งที่เราควรปฎิบัติตามเป็นแน่แท้
ทั้งนี้ หากพิจารณาที่ตัวของเงินเอง จริงๆ แล้วก็เป็นเพียงแค่เครื่องมือ หรือสื่อกลางที่ถูกนำมาใช้ในการแลกเปลี่ยนซึ่งทุกคนในสังคมให้การยอมรับ อีกทั้งยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงฐานะความมั่งคั่งร่ำรวย ตลอดจนทำให้คนที่มีมันอยู่ในครอบครองสามารถมีความสุขเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสุขที่มีนั้นอาจเป็นเพียงความสุขในช่วงเวลาสั้นๆ ก็เป็นได้ ยกตัวอย่างเช่น เรื่องเล่าเกี่ยวกับสามล้อถูกหวย ที่มีชายหนุ่มคนหนึ่งถีบรถสามล้อรับจ้างส่งผู้โดยสารเป็นอาชีพ โดยอยู่มาวันหนึ่งเกิดโชคดีมากๆ เพราะถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ทำให้ได้รับเงินรางวัลมูลค่ามหาศาลหลายสิบล้านบาท แต่เชื่อหรือไม่ว่า เพียงแค่เวลาปีกว่าๆ เขากลับใช้เงินรางวัลที่ได้มานั้นจนหมดเกลี้ยง ท้ายที่สุดก็ต้องกลับไปถีบรถสามล้อรับจ้างดังเดิม ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? คำตอบก็คือ ไม่รู้จักวิธีการบริหารเงินที่ตนเองมีอยู่อย่างถูกหลักนั่นเอง ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นอย่างเช่นชายหนุ่มดังกล่าวข้างต้น เราจึงควรหันมาใส่ใจเกี่ยวกับเรื่องการเงินให้มากขึ้น เพื่อที่เราจะได้มีความสุขในชีวิตที่ยั่งยืนขึ้น โดยเริ่มต้นจาก
•กำหนดเป้าหมายทางการเงินของตนเอง โดยเป้าหมายที่ถูกกำหนดขึ้นนั้นต้องมีความชัดเจน สมเหตุสมผล และมีความเป็นไปได้ (ไม่ง่าย หรือเวอร์จนเกินไป) อย่างไรก็ตาม เป้าหมายทางการเงินของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความต้องการ ทัศนคติ ค่านิยม ตลอดจนสิ่งแวดล้อมรอบตัวคนๆ นั้น นอกจากนี้ เป้าหมายยังเป็นเสมือนกับสิ่งที่คอยบอกตัวเราว่า ได้เข้าใกล้ปลายทางที่เราต้องการมากน้อยแค่ไหนแล้วนั่นเอง
•เรียนรู้วิธีการหาเงินเพิ่มเติม โดยไม่หวังพึ่งพารายได้จากการประกอบอาชีพหลัก หรือเงินเดือนแต่เพียงอย่างเดียว รู้จักสร้างทางเลือกอื่นๆ ให้แก่รายได้ของตน ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพเสริม การลงทุน หรือการค้าขาย ทั้งนี้ก็เพราะ หากอาชีพหลักประสบกับปัญหา ก็ยังมีรายได้จากแหล่งอื่นๆ มาชดเชย เพื่อที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่กำหนดไว้ได้
•รู้จักวางแผนตัดสินใจกับเงินได้ที่มีอยู่ว่า จะจัดสรร และใช้จ่ายอย่างไรเพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด โดยรู้จักใช้ รู้จักจ่ายในสิ่งที่ควรต้องใช้ ควรต้องจ่าย และไม่ใช้จ่ายเงินเกินกำลังทรัพย์ที่ตนมีอยู่ นอกจากนี้ ต้องหมั่นบอกกับตัวเองเสมอว่า หากใช้จ่ายเงินอย่างสุรุ่ยสุร่าย มือเติบ ไม่ระมัดระวัง ในที่สุดแล้วเงินที่มีอยู่ก็จะหมดไปอย่างไร้คุณค่า เหมือนกับกรณีสามล้อถูกหวยที่ได้กล่าวถึงข้างต้น
•ออมเงินให้เป็น โดยรู้จักแบ่งเงินบางส่วนจากรายได้ที่ได้รับมาเป็นเงินออมเพื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน หรือยามเกษียณทุกครั้ง ก่อนที่จะนำเงินส่วนที่เหลือไปจับจ่ายใช้สอยในด้านอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ สิ่งสำคัญก็คือ การออมเงินนั้นต้องสร้างความพอดีให้แก่ตนเองทั้งทางร่างกาย และจิตใจ โดยไม่ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานแต่อย่างใด
เมื่อรู้เกี่ยวกับเรื่องการเงินอย่างนี้แล้ว หากยังคงนิ่งเฉย ไม่ลงมือปฎิบัติ การที่ชีวิตของเราจะมีความสุขอย่างยั่งยืนก็คงจะเป็นไปได้ยาก เว้นเสียแต่ว่าจะละซึ่งทางโลกแล้วเท่านั้นครับ
ที่มา:http://www.tpa.or.th/writer/read_this_book_topic.php?passTo=4acb8776e2eb8082ccd43f68d92562c3&bookID=662&read=true&count=true
คำถาม
1.เงิน คืออะไร
2.เพราะอะไรชายหนุ่มคนหนึ่งถีบรถสามล้อรับจ้างส่งผู้โดยสารเป็นอาชีพ ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ทำให้ได้รับเงินรางวัลมูลค่ามหาศาลหลายสิบล้านบาท แต่สุดก็ต้องกลับไปถีบรถสามล้อรับจ้างดังเดิม
3.การบริหารเงินที่มีอยู่อย่างถูกหลักควรเริ่มต้นจากอะไร
16 พฤศจิกายน 2552
ชีวิตพอเพียง ฟื้นเศรษฐกิจครอบครัว
จัดทำบทความโดย นิษา สัมพันธุ์เจริญ เลขทะเบียน 4902100546
เพิ่มรายได้และลดรายจ่าย คือหลักการที่ทำให้ธุรกิจทั่วไปสามารถยืนหยัดอยู่ได้ หากนำหลักการดังกล่าวมาใช้ในครอบครัวก็น่าจะดีไม่น้อย ดิฉันเชื่อว่าสภาพเศรษฐกิจเช่นทุกวันนี้ แค่ทุกคนในครอบครัวช่วยกันคนละไม้ละมือก็เป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างให้เศรษฐกิจใจครอบครัวแข็งแรง แต่ถ้าสามารถเพิ่มรายได้ให้เกิดขึ้นในครอบครัวยิ่งถือว่าเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมมากๆดิฉันคิดว่าทุกๆ ครอบครัวนั้นมีศักยภาพในการสร้างรายได้และกำหนดรายจ่ายที่แตกต่างกัน จึงทำให้สถานภาพในการดำรงชีวิตนั้นไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันเชื่อมั่นว่าทุกๆ ครอบครัวทำได้เหมือนกัน นั่นก็คือการรณรงค์และปลูกฝังให้กับสมาชิกทุกคนระมัดระวังในการจับจ่าย โดยเฉพาะในช่วงที่ข้าวของมีราคาแพงขึ้น หากพวกเราช่วยกันประหยัดค่าใช้จ่าย
จงรู้ไว้ว่าคุณไม่ได้ช่วยครอบครัวของตัวเองเท่านั้น แต่การตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปจากบัญชีของครัวเรือน คือหนทางหนึ่งที่อยากช่วยชาติให้มีรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้นได้ ฉบับนี้ดิฉันในฐานะแม่บ้านคนหนึ่ง จึงขอเชิญชวนทุกๆ ครอบครัวมาร่วมกันฟื้นฟูเศรษฐกิจในครัวเรือนด้วยการตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทุกคนทำกันได้ เพียงแต่มีวินัยในตัวเองก็จะสามารถควบคุมการใช้จ่ายได้อย่างสบายๆ ดังนั้นหากรู้ตัวว่าสมาชิกในครอบครัวไม่ค่อยมีวินัยมากนัก ในฐานะที่คุณพ่อคุณแม่เป็นผู้นำและเป็นแบบอย่างที่ดีกับลูกๆ จะต้องสร้างวินัยในการจับจ่ายให้กับลูกๆ ได้เห็น
ทำบัญชีรายจ่าย
ดิฉันมีข้อแนะนำว่าคุณควรทำบัญชีค่าใช้จ่ายประจำเดือน เพื่อกำหนดรายจ่ายแต่ละอย่างออกมาให้ชัดเจน แล้วนำรายจ่ายทั้งหมดมารวมกันก็จะทราบว่ารายจ่ายก้อนโตที่ต้องจ่ายทุกเดือนนั้น เมื่อนำมาหักรายได้เงินในบัญชีคุณติดลบ หรือยังเหลือพอสำหรับการออมได้บ้าง
หากทำดูแล้วพบว่ารายจ่ายของคุณนั้นสูงพอๆ กับรายรับหรือสูงกว่า หมายความสถานะทางเศรษฐกิจในครอบครัว และคงไม่ต้องการให้เกิดปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลังอย่างแน่นอน
ตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
ใครก็ตามที่กำลังตกอยู่ในภาวะที่กล่าวข้างต้น ทางออกเรื่องนี้สามารถทำได้ 2 วิธีค่ะ วิธีแรกคุณจะต้องทำการตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกไป ด้วยการพิจารณาบัญชีรายจ่ายประจำเดือนอีกครั้ง แล้วสำรวจว่าอะไรจำเป็นมากที่สุด และอะไรที่ไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายแล้วทุกคนในครอบครัวยังดำรงชีวิตประจำวันอยู่ได้
ตัวอย่างเช่น รายจ่ายที่จำเป็นสำหรับบางครอบครัวคือ ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าขนมเด็กๆ ค่าน้ำมันรถสำหรับคุณพ่อ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนแต่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ก็อาจมาพิจารณากันใหม่อีกครั้งว่าค่าขนมของเด็กๆ นั้นมากเกินความจำเป็นหรือไม่ ทำอย่างไรถึงจะขับรถอย่างประหยัดน้ำมัน หรือมีทางที่จะประหยัดพลังงานอื่นๆ ได้อย่างไร ทั้งหมดนี้แม้ว่าจะตัดไม่ได้ แต่ก็สามารถควบคุมให้จ่ายน้อยลงได้
ส่วนค่าใช้จ่ายบางอย่างที่ตัดออกไปแล้ว จะทำให้สภาพเศรษฐกิจดีขึ้นก็ควรทำอย่างเร่งด่วน เช่น หากพบว่าบัญชีรายจ่ายประจำเดือน มีค่าเครื่องสำอางคุณแม่ที่มากไปต้องถามตัวเองว่าใช้ให้น้อยลงได้หรือไม่ หรือถ้าคุณพ่อเลิกสูบบุหรี่และงดดื่มได้จะช่วยให้มีเงินเหลือเก็บเพิ่มมากขึ้นมากน้อยแค่ไหน
ข้อแนะนำที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับการลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ก็คือทุกคนในบ้านไม่ควรทำตัวอินเทรนด์ เห็นอะไรใหม่ๆ ก็อยากได้ไปหมด อย่าทำตัวทันสมัยจนเกินความจำเป็นเพราะบางสิ่งบางอย่างที่ล้าสมัยหรือตกรุ่น แต่ทำให้ครอบครัวประหยัดก็ควรเลือกในสิ่งนั้นเถอะค่ะ พฤติกรรมที่เห็นคนอื่นเขามีแล้วอยากมีความปรับเปลี่ยนได้แล้ว เพราะจะทำให้รายจ่ายในครอบครัวมากขึ้นโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้แล้วยังมีรายจ่ายอื่นๆ ที่ทุกคนในบ้านควบคุมได้ เช่น ไม่ต้องดูเคเบิลทีวีแต่เปลี่ยนมาชมรายการจากฟรีทีวีแทน หรือเลิกใช้บริการซักรีดแล้วทุกคนมาช่วยกันคนละไม้ละมือในวันหยุด ฯลฯ ดิฉันเชื่อว่ายังมีรายจ่ายอื่นๆ อีกมากมายที่ไม่จำเป็นสำหรับครอบครัวที่มีรายรับน้อย การเลือกจ่ายเฉพาะสิ่งที่จำเป็น คืออีกทางหนึ่งที่ช่วยให้ทุกคนในบ้านอยู่กันอย่างมีความสุข
เปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคก็มีความสำคัญต่อค่าใช้จ่ายไม่น้อยเช่นกัน แม้ว่าในแต่ละเดือนครอบครัวอาจจัดปาร์ตี้ได้บ้างแต่ถ้ามีขึ้นบ่อยๆ แล้วทำให้คุณมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากินอยู่แบบปกติก็จะช่วยได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
นอกจากนี้แล้วพฤติกรรมการจับจ่ายของแม่บ้านก็สำคัญ เช่น หากคุณเคยชินกับความสะดวกสบายในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ถ้าวันหนึ่งคุณต้องประหยัดเพื่อช่วยเหลือครอบครัว การเปลี่ยนมาซื้อผักสดจากตลาดใกล้บ้าน ก็จะทำให้คุณจับจ่ายน้อยกว่าใช่หรือไม่
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ดิฉันขอแนะนำให้ตัดออกจากบัญชีรายจ่ายของครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจในครัวเรือนสั่นคลอนหากรายการออกไปรับประทานอาหารนอกบ้านในแต่ละเดือนนั้นมีความถี่มากเกินไป ก็ควรลดหรือตัดออกบ้าง อย่าลืมนะคะว่าในแต่ละมื้อของอาหารนอกบ้านนั้นต้องจ่ายไม่น้อยเลยทีเดียวหากรับประทานกันได้มากกว่า ที่สำคัญกิจกรรมดังกล่าวน่าจะทำให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขกับการช่วยกันทำอาหารไม่น้อยเลย
เพิ่มรายได้
ทางออกอีกทางหนึ่งสำหรับผู้ที่ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้เลยเพราะหลังจากที่สำรวจดูแล้วอะไรๆ ก็สำคัญต่อชีวิตไปหมด มีทางเดียวที่ช่วยคุณได้ก็คือ ต้องหารายได้เพิ่มเพื่อให้สอดคล้องกับรายจ่ายจริงที่เกิดขึ้นแต่ละเดือน กรณีนี้คุณพ่อคุณแม่จะต้องมาปรึกษากันว่าใครควรจะทำงานให้หนักขึ้นกว่าเดิม
แต่ขอแนะนำให้คิดกันอย่างรอบคอบนิดนึงว่า การทำงานเพิ่มขึ้นนั้นคุ้มหรือไม่ หากต้องมาเบียดเบียนเวลาของครอบครัวปกติวันหยุดทุกคนมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตา แต่ถ้าคนใดคนหนึ่งหายไป ความสุขของครอบครัวยังมีเหมือนเดิมหรือไม่
ข้อแนะนำอีกอย่างหนึ่งที่ดิฉันต้องการให้ทุกๆ ครอบครัวตระหนักอยู่เสมอก็คือ อย่าคิดว่าอะไรๆ ก็จำเป็นต้องจ่ายไปหมดรายจ่ายบางประเภทที่เข้าข่ายฟุ่มเฟือยก็ควรตัดออกไปจากบัญชีบ้าง ความสุขบางอย่างที่คุณซื้อด้วยเงิน ก็อาจทำให้คุณทุกข์เพราะเงินได้เช่นกัน
นอกจากนี้แล้วดิฉันอยากจะขอให้ทุกๆ คนดำเนินชีวิตโดยใช้ชีวิตอย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำหริของในหลวง หากพวกเราทุกคนปฏิบัติตามคำสอนดังกล่าวได้ ดิฉันเชื่อว่าจะไม่มีครอบครัวใดต้องทนทุกข์เรื่องรายจ่ายที่เกินตัวอย่างแน่นอน ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีและปลูกฝังสมาชิกในบ้านให้มีความเป็นตัวของตัวเอง หลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับความฟุ่มเฟือยและสิ่งที่เกินความจำเป็นของชีวิต
ยังมีวิธีต่างๆ อีกมากมายที่แต่ละครอบครัวสามารถลดค่าใช้จ่ายของตนเองให้น้อยลง ดิฉันขอให้ลองไปทำบัญชีกันดูนะคะและก่อนที่จะจากกันในฉบับนี้ ดิฉันฝากไว้ว่าการประหยัดพลังงานในบ้านนั้นก็สำคัญไม่น้อย เพราะจะช่วงให้ครอบครัวประหยัด ค่าไฟฟ้า ดังนั้น ควรจะใส่ใจการใช้พลังงาน ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกันเพื่อประหยัด และต้องปลูกฝังให้ทุกๆ คนเรียนรู้เรื่องการประหยัดพลังงานด้วยวิธีง่ายๆ ปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น เปิดม่านเพื่อรับแสงสว่าง เปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเท ฯลฯ ง่ายๆ แค่นี้ก็จะช่วยลดรายจ่ายในครอบครัวได้แล้วค่ะ
(ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์, นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 11 ฉบับที่ 131 กันยายน 2548)หนังสือนิตยสารดีๆ ที่มีประโยชน์ต่อคนไทยหลายๆ คน คุณจึงไม่ควรพลาด!
ที่มา http://www.suretax-accounting.com/articles/finance/71-2008-06-13-09-48-46.html
คำถาม
1.การจัดทำบัญชีรายจ่ายนั้นมีประโยชน์อย่างไร
2.เมื่อครอบครัวคุณมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ คุณมีวิธีช่วยครอบครัวคุณอย่างไรบ้าง
3.การใช้ชีวิตอย่างพอเพียงมีประโยชน์อย่างไร อธิบาย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)